แหลมพรหมเทพ ภูเก็ต: พระอาทิตย์ตกที่ปังกว่ารักครั้งแรก (ลองมาดูดิ!)


แก! ทุกคน! ฟังทางนี้! คือจะมาเล่าเรื่องทริปภูเก็ตที่เพิ่งกลับมาแบบสดๆ ร้อนๆ ชนิดที่ว่าผิวหน้ายังไหม้เกรียมกว่าไฟแช็กที่ไม่ได้ใช้มา 3 เดือน! ไม่ได้เว่อร์นะ! สาบานได้! ทริปนี้คือการเอาชีวิตรอดจากพลังงานแสงอาทิตย์เลเวล 1000% บวกกับสกิลการเดินแก้แค้นที่สั่งสมมาทั้งชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่มาเที่ยว แต่มาผจญภัยสู้กับแดดเหมือนอยู่ในหนังมาสเตอร์เชฟที่ต้องแข่งกับเวลาอ่ะ คิดดูดิ! คือลงเครื่องปุ๊บ สัมผัสแรกที่เท้าเหยียบพื้นภูเก็ตนะ เหมือนก้าวลงไปในกระทะร้อน! อะเมซิ่งไทยแลนด์ของจริง! นั่งรถออกมาจากสนามบินนี่คือต้องสวมแว่นกันแดดสองอันซ้อนอ่ะแม่! ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือการเอาตัวรอด! คนขับแท็กซี่ก็มองหน้าแบบเอ๊ะ น้องเป็นอะไรมากป่าว? แต่ฉันไม่สนจ้ะ! หน้าฉันต้องรอดก่อน! แล้วระหว่างทางนะ คือเห็นป้าย "แหลมพรหมเทพ" โผล่มาแว็บๆ ตอนแรกก็คิดในใจ "หึ! แค่แหลมจะอะไรนักหนา" แต่พอไปถึงนะแก อห! อีเวนต์ใหญ่ระดับชาติ! คนเยอะกว่าคอนเสิร์ต K-Pop ตอนกดบัตรไม่ได้อีก! แดดก็สาดซะตาพร่า แต่ฉันก็ต้องสู้ค่ะ เพื่อคอนเทนต์ เพื่อยอดไลก์! ชีวิตบล็อกเกอร์มันไม่ง่ายเลยจริงๆ นะแก! สภาพตอนนั้นคือเหนียวตัวขั้นสุด ผมฟูเหมือนไปนั่งหัวเตาแก๊สมา แว่นก็เลื่อนเพราะเหงื่อ แต่ใจคือสู้ตาย!

การเดินทางไปที่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะจ๊ะ ไม่ใช่แค่โบกแท็กซี่แล้วถึงเลยแบบเดินห้างอ่ะ นี่มันคือการเดินทางที่ต้องใช้พลังงานชีวิตเยอะมาก! จากที่พักย่านป่าตอง เราก็ต้องสู้กับพี่วินมอไซค์ที่ราคาพุ่งกว่าตลาดหุ้นช่วงขาขึ้น! แต่ก็ต้องยอม เพื่อความสะดวกและความรวดเร็วในการไปจองทำเลทองชมพระอาทิตย์ตกดิน คือยอมจริ๊งงง ยอมแบบถวายชีวิตให้พี่วินเค้าเลยอ่ะ! ระหว่างทางคือลมตีหน้าผากจนหน้าม้าแตกละเอียด แต่ฉันก็ต้องรวบรวมสติ เพื่อทริปนี้! พอไปถึงนะแก มองหาห้องน้ำแทบไม่เจอ! แต่สิ่งที่เจอก่อนเลยคือร้านขายของที่ระลึกที่เรียงรายกันเป็นตับ! มีทั้งของกิน ของฝากสารพัด คือเค้าก็เข้าใจทำนะ ว่าคนมาถึงแดดร้อนๆ ก็ต้องอยากได้อะไรเย็นๆ หรือหาซื้ออะไรแก้หิว แต่ฉันขอบายก่อน! ตอนนั้นคือต้องมุ่งมั่นไปจุดชมวิวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เพราะกะว่าต้องไปจับจองพื้นที่ถ่ายรูปให้ได้! คือคนมันเยอะกว่าที่คิดไว้เป็นล้านเท่าอ่ะ! ทุกคนพร้อมจะเซลฟี่ สตรีมสด และถ่ายรูปเป็นพันรูป! นี่ฉันมาเที่ยว หรือมาลงสนามรบกันแน่วะเนี่ย!? แอบเห็นกรุ๊ปทัวร์ลงเป็นรถบัสพร้อมกัน 5 คัน ก็คือแทบจะถอดใจแล้ว แต่ไม่ค่ะ! ตัวแม่จะแคร์เพื่อ! สู้โว้ย!

📸 จุดถ่ายรูปสับ ๆ ยอดไลก์พุ่ง

มาถึงไฮไลต์ที่ทุกคนรอคอย! เชื่อเถอะว่ามาแหลมพรหมเทพ สิ่งที่ทุกคนมองหาไม่ใช่แค่พระอาทิตย์ตกดิน แต่มันคือ "มุมถ่ายรูปที่โคตรปัง ยอดไลก์พุ่งกระฉูด" ต่างหาก! บล็อกเกอร์ตัวแม่คนนี้จะมาเฉลยพิกัดลับพร้อมทริคเด็ดๆ ให้รูปเธอไม่ซ้ำใคร และไม่มีทางบ้ง! เตรียมเมมกล้องให้พร้อม แบตมือถือเต็มเปี่ยม แล้วตามมา!

มุมที่ 1: หน้าผาสะท้านฟ้า วิวทะเลอลังการ

จุดแรกที่ต้องพุ่งตัวไปให้เร็วที่สุดนะแก คือบริเวณหน้าผาที่ยื่นออกไปทางทะเล ตรงนี้แหละคือ Signature Shot ของแหลมพรหมเทพเลยก็ว่าได้! วิวตรงนี้คือแบบ 360 องศา เห็นทั้งเกาะเล็กเกาะน้อยที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง เห็นผืนน้ำสีครามที่ไล่ระดับไปจนถึงขอบฟ้า และถ้าช่วงที่แสงกำลังดีๆ นะ จะเห็นเรือประมงน้อยๆ ลอยลำอยู่ไกลๆ เป็นพร็อพให้รูปเราดูมีสตอรี่ขึ้นมาทันที!
ทริคการโพส: ไม่ต้องยืนตรงๆ ทื่อๆ เหมือนถ่ายรูปติดบัตรประชาชนนะจ๊ะ! โพสแบบสับๆ! เอามือเท้าเอวแบบมั่นๆ เชิดหน้าขึ้นนิดๆ ให้ปลายคางเชิดใส่ความร้อนระอุของแดดเมืองไทย! หรือจะหันหลังให้กล้องแล้วเอามือเท้าสะเอว หันหน้าเสี้ยวๆ มองไปที่ขอบฟ้าก็ได้! ฟีลแบบ "ฉันนี่แหละเจ้าหญิงแห่งท้องทะเล" หรือ "ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแคร์นอกจากวิวสวยๆ" ก็ยังได้! ใครอยากได้ความอาร์ตอีกนิด ให้ลองยืนกางแขนออกทั้งสองข้างเหมือนจะกอดโลกไว้ ฟีลลิ่งแบบพลังงานจักรวาลมาสถิตอยู่ที่ตัวฉันแล้ว! ถ้ามากับเพื่อน ก็ลองโพสแบบยืนหันหลังชนกันแล้วมองวิวคนละทาง ฟีลแบบเพื่อนรักสุดคูล!
การเลือกแสง: สำคัญมากแม่! ถ้าอยากได้แสงทองอำไพที่ทำให้ผิวดูโกลว์สุขภาพดี ต้องไปช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 45 นาที - 1 ชั่วโมง จะได้แสง Golden Hour ที่ละมุนนีที่สุดในสามโลก! แสงช่วงนี้จะนุ่มนวล ทำให้เงาบนหน้าผาดูมีมิติ และสีของทะเลจะออกโทนส้มทองอย่างน่าอัศจรรย์! แต่ถ้ามาช่วงกลางวันก็ไม่ต้องห่วง! แสงจัดๆ นี่แหละคือโอกาส! ถ่ายย้อนแสงไปเลยจ้ะ! ให้เราเป็น Silhouette เก๋ๆ หรือให้แสงแดดตกกระทบแบบแรงๆ ให้เห็นความคมชัดของเงาไปเลย! ฟิลเตอร์ขาวดำอาจจะช่วยให้ได้รูปที่ดูดราม่าและมีความทรงพลังมากขึ้นนะเออ!
สไตล์การแต่งตัว: สำหรับมุมนี้ ชุดที่แนะนำคืออะไรที่พลิ้วไหวหน่อย อย่างเช่นเดรสยาวๆ ผ้าชีฟองสีสดใส สีเอิร์ธโทน หรือชุดสีขาวคลีนๆ ก็จะตัดกับสีฟ้าครามของทะเลและท้องฟ้าได้ดีมาก! หรือถ้าเป็นสายแซ่บ ก็เสื้อครอปกับกางเกงผ้าลินินขาบานหน่อยๆ ให้ลมพัดชายกางเกงพริ้วๆ ก็ได้ฟีลลิ่งสบายๆ แต่ยังคงความชิค! หลีกเลี่ยงชุดที่สีกลืนไปกับทะเลจนเกินไปนะจ๊ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปซะก่อน!

มุมที่ 2: ประภาคารสุดคลาสสิก กับฉากหลังฟ้าคราม

อีกหนึ่งจุดที่คนรักการถ่ายรูปต้องไม่พลาด คือบริเวณ ประภาคารกาญจนาภิเษก ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินสูง! ประภาคารสีขาวตัดกับท้องฟ้าสีครามสดใสคือดีงามมาก! คือมันเป็นพร็อพที่คลาสสิกและดูมีเรื่องราวในตัวเองมากๆ อ่ะแก! เหมือนหลุดไปอยู่ในโปสการ์ด! ตัวประภาคารนี่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 ตอนครองราชย์ครบ 50 ปีนะเออ ไม่ใช่แค่สวยนะ แต่ยังมีความหมายอีกด้วย!
ทริคการโพส: เดินเข้าไปใกล้ๆ ประภาคารเลย! แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปแบบฟีลลิ่งอยากรู้อยากเห็น หรือจะเอามือแตะที่กำแพงประภาคารแบบเก๋ๆ ฟีลเหมือนกำลังจะออกเดินทางผจญภัยก็ได้! ถ้าอยากได้มุมสูง ลองเดินขึ้นไปอีกนิดแล้วถ่ายย้อนลงมา จะเห็นประภาคารทั้งต้นพร้อมกับฉากหลังที่เป็นทะเลและท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล! หรือจะยืนหันหลังแล้วเอื้อมมือไปแตะประภาคารแบบเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า "ฉันมาถึงแล้วนะจ๊ะ" ก็ยังได้! สำหรับใครที่อยากได้รูปที่ดูมีชีวิตชีวา ลองเดินเล่นไปรอบๆ ประภาคาร แล้วให้เพื่อนหรือช่างภาพจับจังหวะถ่ายตอนเรากำลังก้าวเดินแบบเผลอๆ ฟีลเหมือนกำลังสำรวจสถานที่ใหม่ๆ!
การเลือกแสง: แสงที่เหมาะสำหรับมุมนี้คือช่วงเช้าตรู่หรือช่วงบ่ายแก่ๆ ที่แดดไม่แรงจัดมากเกินไป! ถ้าเป็นช่วงเช้า แสงจะนุ่มนวลและให้ความรู้สึกสดชื่น ส่วนช่วงบ่ายแก่ๆ แสงจะเริ่มเอียงและทำให้เกิดเงาที่สวยงามบนตัวประภาคาร ทำให้รูปดูมีมิติมากขึ้น! หลีกเลี่ยงการถ่ายตอนเที่ยงตรงที่แดดเปรี้ยงๆ เพราะแสงจะแข็งเกินไป ทำให้เกิดเงาที่คมชัดบนใบหน้าและรายละเอียดของประภาคารอาจจะดูแบนไปหน่อย! ถ้าแสงจัดจริงๆ ลองใช้เทคนิคการถ่ายแบบ Wide Angle เพื่อเก็บภาพมุมกว้างของประภาคารพร้อมท้องฟ้าให้มากที่สุด จะได้ภาพที่ดูยิ่งใหญ่และอลังการ!
สไตล์การแต่งตัว: ชุดที่เหมาะกับประภาคารสีขาวคืออะไรที่ตัดกัน! สีสันสดใสอย่างเหลือง แดง ส้ม หรือชุดที่มีลายพิมพ์เก๋ๆ ก็จะทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาทันที! หรือถ้าอยากได้ฟีลแบบมินิมอล ก็ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวโอเวอร์ไซส์กับกางเกงยีนส์ขาสั้น แล้วถือหมวกสานใบโตๆ เป็นพร็อพ ก็ดูดีมีสไตล์สุดๆ! สวมแว่นกันแดดทรงวินเทจก็เพิ่มความชิคได้อีกสิบระดับ!

มุมที่ 3: เส้นทางเดินลงเขา กับวิวป่าและทะเลลิบๆ

อันนี้เป็นมุมลับที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปนะ! คือไอ้ทางเดินลงเขาไปทางด้านล่างของแหลมพรหมเทพที่มันมีต้นไม้เล็กๆ ขึ้นอยู่สองข้างทางน่ะแก! มันไม่ใช่แค่ทางเดินนะ แต่มันคือ รันเวย์ส่วนตัว ของเราเลย! ตรงนี้จะได้ฟีลลิ่งแบบนักผจญภัยที่กำลังมุ่งหน้าไปค้นพบโลกกว้าง! หรือฟีลลิ่งแบบนางเอก MV ที่กำลังเดินไปหาแฟนที่ทะเล! คือได้หลายฟีลมาก!
ทริคการโพส: ลองเดินแบบเผลอๆ หันหน้าเล็กน้อยมองไปข้างหน้าเหมือนกำลังเดินชมวิวเพลินๆ หรือจะลองนั่งลงบนก้อนหินริมทาง (ถ้ามันสะอาดนะ) แล้วมองออกไปไกลๆ ทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างก็ดูอาร์ตไม่เบา! หรือจะเดินหันหลังแล้วชูมือสองข้างขึ้นฟ้า ฟีลแบบ "ฉันมาถึงแล้ว!" หรือ "อากาศมันดี๊ดี" ก็ถ่ายออกมาได้สวยมาก! ถ้ามีเพื่อนไปด้วย ลองให้เพื่อนเดินนำหน้าไปก่อนแล้วเราเดินตาม ถ่ายจากด้านหลัง จะได้ฟีลลิ่งแบบเรื่องราวการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด!
การเลือกแสง: มุมนี้แสงที่เหมาะคือช่วงบ่ายแก่ๆ ที่แสงจะส่องผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นลำแสงสวยๆ ฟีลแบบ Ray of Light ที่สาดส่องลงมาบนตัวเรา! คือมันจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและมีมนต์ขลังมากๆ! ถ้ามาช่วงเช้า แสงก็จะสาดลงมาทำให้ใบไม้เขียวขจีดูสดชื่นเป็นพิเศษ! หลีกเลี่ยงช่วงเที่ยงตรงที่แดดจะแรงเกินไป เพราะจะทำให้รูปดูแข็งและรายละเอียดของต้นไม้กับทางเดินอาจจะหายไปได้! แต่ถ้าจำเป็นต้องถ่าย ก็ลองหาเงาจากต้นไม้ใหญ่ๆ เป็นที่กำบังแสงบ้าง หรือใช้เทคนิคถ่ายแบบ Backlight ให้ได้แสงรอบตัวเป็นออร่าวิ้งๆ ก็ยังได้!
สไตล์การแต่งตัว: สำหรับทางเดินผจญภัยแบบนี้ ชุดที่ใส่แล้วรอดคือเสื้อผ้าที่ดูทะมัดทะแมงหน่อย อย่างเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์กับกางเกงขาสั้น หรือกางเกงยีนส์ขายาวพับขาก็ดูคล่องตัวดี! รองเท้าผ้าใบคือสิ่งจำเป็นที่สุด! (อย่าได้เผลอใส่ส้นสูงมาเชียวนะแก! เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!) หมวกแก๊ปหรือหมวกบักเก็ตก็เป็นพร็อพที่ช่วยได้ทั้งบังแดดและทำให้ลุคดูคอมพลีตยิ่งขึ้น! เสื้อผ้าโทนสีธรรมชาติอย่างเขียวมะกอก เบจ ครีม หรือน้ำตาล จะเข้ากับบรรยากาศของต้นไม้และธรรมชาติได้ดีมากๆ เลยจ้า!

☕ พิกัดลับ ดับร้อน

หลังจากกรำศึกกับแดดและผู้คนมหาศาลที่แหลมพรหมเทพมาทั้งวัน ขอบอกเลยว่าสภาพร่างคือพังพินาศ! เหงื่อท่วมยิ่งกว่าไปวิ่งมาราธอน 10 กิโลฯ! ตอนนั้นคือสมองประมวลผลได้คำเดียวว่า "คาเฟ่! คาเฟ่เดี๋ยวนี้! ขออะไรเย็นๆ ด่วนๆ!" แต่จะให้ไปนั่งคาเฟ่ที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ ก็ไม่ใช่สไตล์ตัวแม่ป่ะ? เราต้องหา "พิกัดลับ" ที่มันเป็นของจริง! ที่คนท้องถิ่นเค้าไปกัน!
แล้วบังเอิญมาก! ระหว่างทางขับรถออกมาจากแหลมพรหมเทพ (ซึ่งฉันนั่งซ้อนท้ายพี่วินมอไซค์ด้วยสภาพหัวฟูตัวดำแดด) สายตาอันคมกริบก็ไปป๊ะเข้ากับร้านกาแฟโบราณเล็กๆ แห่งหนึ่ง! ร้านมันดูโคตรจะโลคอลอะแก! แบบว่ามีป้ายไม้เก่าๆ เขียนว่า "ร้านกาแฟป้าติ๋ว สูตรโบราณ" แล้วมีโต๊ะไม้ไม่กี่ตัวตั้งอยู่หน้าร้านข้างๆ วัดเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ดูสงบร่มรื่นมากๆ ชื่อวัด "วัดพรหมนิเวศน์" (อันนี้ฉันจำชื่อได้นะ เพราะจอดแวะพักนาน!) คือบรรยากาศแบบเห้ย! นี่แหละที่ตามหา!

พอลงจากรถปุ๊บนะ เดินเข้าไปปั๊บ กลิ่นกาแฟคั่วหอมฟุ้งแตะจมูกเลยอ่ะ! ป้าติ๋วเจ้าของร้านก็ยิ้มต้อนรับแบบใจดี๊ใจดี ฟีลเหมือนเจอญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เจอกันนาน! ฉันไม่ลังเลเลยที่จะสั่ง โอเลี้ยง มาดับกระหายทันที! แก้วแรกที่ยกขึ้นจิบนะ... อื้อหือออออออ! คือมันไม่ใช่แค่น้ำดำๆ ใส่น้ำแข็งเว้ยแก! มันคือรสชาติของความสุข! รสชาติของชีวิตที่รอดตายจากแดด! กาแฟคือเข้มข้น หอมกรุ่น ไม่หวานเจี๊ยบจนเลี่ยน แต่ก็ไม่ได้ขมจนกินไม่ได้ คือหวานกำลังดี! มีความหอมติดปลายลิ้น! จิบแล้วคือสดชื่นแบบโอ๊ยยยย มันเป็นรสชาติที่ทำให้ฉันอยากยกแก้วขึ้นมาเต้นกลางร้านเลยอะ! แล้วยิ่งกินคู่กับน้ำแข็งใสๆ เย็นฉ่ำนะ มันคือ สวรรค์บนดิน ชัดๆ!
ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็เลยจัด ชาเย็น มาอีกแก้ว! ชาเย็นของป้าติ๋วก็ไม่ธรรมดา! สีส้มนวลสวยงาม ชงมาแบบเข้มข้น หอมกลิ่นชาไทยแท้ๆ ที่ไม่ได้ปรุงแต่งเยอะนมเยอะน้ำตาลจนเสียรสชาติ! คือป้าแกใช้ชาดีอ่ะ! ชาหอมนมหวานมันแบบลงตัว ไม่ได้หวานแหลมจนบาดคอเหมือนบางร้านที่เคยเจอ คือมันกลมกล่อมมากจนอยากจะกรี๊ด! จิบแล้วรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้ชาร์จแบตให้ร่างกายกลับมาเต็ม 100% อีกครั้ง! บรรยากาศร้านก็คือดีย์! มีลมพัดเย็นๆ จากต้นไม้ใหญ่รอบๆ วัด ทำให้รู้สึกสบายตัวมากๆ! นั่งมองดูผู้คนในท้องถิ่นที่แวะเวียนมาซื้อกาแฟพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง มันเป็นโมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกว่า "นี่แหละชีวิต! ไม่ใช่แค่เที่ยว แต่คือการได้สัมผัสวิถีชีวิตจริง!" คือถ้าไม่ได้แวะร้านป้าติ๋วนะ ทริปแหลมพรหมเทพของฉันคงไม่คอมพลีทจริงๆ อะแก! ใครไปภูเก็ตแล้วอยากได้ฟีลลิ่งแบบโลคอลและเครื่องดื่มดับร้อนแบบฉ่ำๆ แนะนำร้านป้าติ๋วข้างวัดพรหมนิเวศน์เลย! ไม่ผิดหวังแน่นอน!

🚗 ข้อมูลการเดินทางและทริคควรรู้

เอาล่ะ! มาถึงช่วงสรุปข้อมูลสำคัญที่ตัวแม่บล็อกเกอร์คนนี้จะมาเฉลยให้ทุกคนได้ตามรอยกันแบบไม่มีพลาด! ฟังดีๆ นะแก! ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะมาบ่นทีหลังว่าฉันไม่บอก!

วิธีการเดินทาง:

  • มอเตอร์ไซค์เช่า: อันนี้คือ The Best Choice สำหรับวัยรุ่นสายลุยและคนที่อยากมีอิสระในการเดินทางแบบสุดๆ! ค่าเช่าตกวันละประมาณ 200-300 บาท แล้วแต่ร้านและรุ่นรถ! แต่ข้อควรระวังคือต้องขับขี่อย่างระมัดระวังมากๆ นะแก! ถนนที่ภูเก็ตมีทั้งทางขึ้นเขา ทางลงเขา โค้งเยอะ และคนขับรถเร็วก็มีเยอะ! ถ้าไม่ชินทาง ไม่แข็งเรื่องการขับขี่ อย่าหาทำ! อันตรายมาก! สวมหมวกกันน็อคและขับรถตามกฎจราจรเคร่งครัด! ห้ามขับซิ่งแบบฟาสต์แอนด์ฟิวเรียสเด็ดขาด! ชีวิตนี้มีค่ามากกว่ายอดไลก์!
  • รถยนต์เช่า: ถ้ามากันหลายคนหรือไม่อยากขับมอเตอร์ไซค์เอง รถยนต์เช่าก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะ! ราคาจะสูงกว่ามอเตอร์ไซค์หน่อย แต่ก็ได้ความสะดวกสบายและปลอดภัยกว่าเยอะ! แนะนำให้จองล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น! แล้วก็ต้องเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่จอดรถด้วยนะแก! ที่แหลมพรหมเทพที่จอดรถก็มีเยอะอยู่ แต่บางทีก็แน่นมากจนต้องวนหาเป็นสิบรอบ!
  • รถแท็กซี่ / Grab / Bolt: สะดวกที่สุดถ้าไม่อยากขับรถเองเลย! แต่ราคาก็จะสูงขึ้นมาอีกระดับนึง! โดยเฉพาะตอนเรียกกลับจากแหลมพรหมเทพตอนพระอาทิตย์ตกดินนะแก! ราคาคือพุ่งกว่าหุ้น Tesla! และอาจจะรอนานด้วย เพราะรถน้อยและคนเยอะ! แนะนำให้ตกลงราคากับคนขับให้ชัดเจนก่อนออกเดินทางนะจ๊ะ!
  • รถตู้ / ทัวร์: สำหรับสายสบาย อยากมีคนจัดแจงให้ทุกอย่าง ก็คือซื้อทัวร์แบบ One Day Trip ไปเลยจ้ะ! ส่วนใหญ่จะรวมแหลมพรหมเทพไว้ในโปรแกรมอยู่แล้ว ก็จะได้ไปพร้อมกับคนอื่นๆ สะดวกสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางเอง! แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยเวลาที่จำกัดในแต่ละสถานที่นะ!

ช่วงเวลาที่ควรไป:

แน่นอนว่า "ช่วงพระอาทิตย์ตกดิน" คือไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง! ช่วงเวลาประมาณ 17:30 น. - 18:30 น. คือช่วงที่แสงจะสวยที่สุด ทองที่สุด โรแมนติกที่สุด! แต่! อย่าไปถึงแค่ก่อนเวลาแป๊บเดียวนะแก! ต้องไปถึงก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง! ทำไมถึงต้องไปเร็วขนาดนั้นน่ะเหรอ!? ก็เพราะว่าคนมันเยอะไงแม่! ยิ่งไปช้า ยิ่งไม่ได้ทำเลดีๆ ยิ่งต้องแย่งชิงพื้นที่กับคนเป็นล้าน! แถมยังได้มีเวลาเดินสำรวจ ถ่ายรูปเล่นมุมอื่นๆ ก่อนที่คนจะแห่กันมาแบบเบียดเสียดจนหายใจไม่ออก! ถ้าไปถึงเร็วๆ ก็จะได้รูปสวยๆ แบบสบายๆ ไม่ต้องมานั่งอารมณ์เสียกับฝูงชนนะจ๊ะ!

ข้อควรระวังสำหรับวัยรุ่นที่จะตามรอย:

  • กันแดดคือชีวิต: พกไปเลยจ้ะ SPF 50 PA++++ บล็อคแดดให้หนาเข้าไว้! ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง! ไม่ใช่แค่หน้า แต่ทาทั้งตัว! ไม่อย่างนั้นจะกลับมาพร้อมผิวสีแทนที่ไม่ใช่สีแทนแบบโกลว์ๆ แต่เป็นสีแทนแบบไหม้เกรียม!
  • น้ำดื่มสำคัญกว่าโทรศัพท์: พกน้ำดื่มติดตัวไปเยอะๆ! แดดที่ภูเก็ตคือจ้ากว่าแดดบนดาวพุธ! ร่างกายอาจจะขาดน้ำได้ง่ายๆ! อย่ามัวแต่ก้มหน้าดูโซเชียลจนลืมดื่มน้ำนะจ๊ะ!
  • ระวังของมีค่า: สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนเยอะๆ ก็ย่อมมีมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่บ้าง! ระมัดระวังกระเป๋า โทรศัพท์ หรือของมีค่าต่างๆ ให้ดี! สะพายกระเป๋าไว้ด้านหน้า หรือใช้กระเป๋าคาดเอวแบบมิดชิดจะปลอดภัยที่สุด!
  • ไม่ควรยืนชิดขอบหน้าผาเกินไป: สวยแค่ไหนก็ต้องมีสตินะแก! ขอบหน้าผาบางจุดอาจจะอันตราย! อย่าไปยืนใกล้เกินไปเพื่อถ่ายรูปเสี่ยงตาย! ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ไม่มีรูปไหนคุ้มค่ากับการเสี่ยงชีวิตนะจ๊ะ!
  • เคารพสถานที่และธรรมชาติ: ไม่ทิ้งขยะ ไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น! เราไปเที่ยวก็จริง แต่ก็ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีด้วยนะจ๊ะ!

สรุปนะแก! แหลมพรหมเทพคือที่ที่ "ควรค่าแก่การไปเยือน" จริงๆ! แม้จะต้องฝ่าฟันกับแดดร้อนๆ ผู้คนที่ออแน่นราวกับแจกฟรีไอโฟน หรือการเดินทางที่ต้องใช้สกิลการเอาตัวรอดขั้นเทพ! แต่พอได้เห็นภาพพระอาทิตย์กลมโตสีส้มแดงค่อยๆ ลาดต่ำลงสู่ขอบทะเลอย่างช้าๆ จนหายลับไปกับตาพร้อมกับทิ้งแสงสีทองอร่ามทาบทับผืนน้ำและท้องฟ้าจนกลายเป็นสีม่วง ชมพู ฟ้า ที่ไล่เฉดกันอย่างละมุนนีนะแก! มันคือโมเมนต์ที่ทำให้ฉันลืมความเหนื่อยล้าทุกอย่างไปเลย! มันคือความสวยงามที่เหนือคำบรรยาย! มันปังกว่ารักครั้งแรกที่เคยเจอมาหลายเท่า! และมันทำให้ฉันรู้สึกว่า "ชีวิตนี้ดีจังที่ได้มาเห็น" คือมันไม่ได้แค่สวยนะ แต่มันมีความหมายอ่ะ! เป็นประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การแชร์ให้โลกรู้จริงๆ! แล้วอย่าลืมแวะร้านกาแฟป้าติ๋วด้วยล่ะ! รับรองว่าฟินจนอยากย้ายไปอยู่ภูเก็ตเลย! รีบไปตำซะ! อย่าให้โมเมนต์ดีๆ แบบนี้หลุดมือไปนะทุกคน!

#แหลมพรหมเทพ #เที่ยวภูเก็ต #PhromthepCape #PhuketTravel #ตัวแม่พาทัวร์ #พระอาทิตย์ตกที่ปังกว่ารักแรก



admin

-พนักงานประจำ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า

Ads