ทุกคน! ฟังนะ! ทริปนี้คือแบบ... เล่าไปน้ำตาจะไหลไป ไม่ใช่เพราะซึ้งนะ แต่เพราะแดดเมืองไทยมันแผดเผาจนเกือบได้แปลงร่างเป็นหมูหัน! ใครที่เคยคิดว่าการเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวสายแบกกล้องตะลอนไปทั่วมันดูเก๋ๆ ชิคๆ เหมือนใน Pinterest ขอบอกเลยว่า... มันคือการเอาชีวิตรอดจากรังสี UV ล้วนๆ ค่ะแม่! จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดมันก็มาจากคำว่า 'มุกดาหาร' นี่แหละ อีฉันก็แค่เลื่อนฟีดไอจีไปเจอรูปเพื่อนที่ไปเที่ยวหอแก้วฯ แล้วรูปมันปังซะจนแบบ... หันไปมองตัวเองในกระจกแล้วถามว่า "นี่เราเกิดมาเพื่อเป็นอะไรวะ? ทำไมรูปเพื่อนมันดูอินเตอร์เบอร์นั้น!" สุดท้ายก็ตกเป็นเหยื่อของการตลาดทางโซเชียล ตัดสินใจตีตั๋วบินลัดฟ้า (จริงๆ คือนั่งรถทัวร์ VIP แบบอิ่มอกอิ่มใจ ได้นอนยืดขาเต็มที่) ไปมุกดาหารทันที ไม่คิดหน้าคิดหลังเลยว่าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่ก็นะ... ความสวยไม่รอใคร รูปสวยๆ ก็เช่นกัน!
แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางอันเรืองรองอย่างหอแก้วมุกดาหารเนี่ย การเดินทางมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนกินมาม่าซองหรอกค่ะทุกคน! ตั้งแต่ออกจากบ้านมาคือสู้ชีวิตสุดๆ นั่งรถทัวร์ไป 10 กว่าชั่วโมงจนก้นชา เหมือนขาไปไม่ใช่คนแต่เป็นปลาหมึกย่างที่ถูกนวดมาอย่างดี พอไปถึงตัวเมืองมุกดาหารปุ๊บ สัมผัสแรกที่กระทบผิวกายไม่ใช่ลมเย็นๆ พัดโชยมานะแก แต่มันคือเปลวแดดที่พร้อมจะหลอมรวมเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับถนนลาดยางมะตอย! เข้าใจเลยว่าทำไมคนอีสานถึงผิวดี๊ดี เพราะเขาโดนอบมาอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เด็กนี่เอง แดดแรงจนต้องควักกันแดดมาโบกซ้ำแล้วซ้ำอีก คิดในใจว่านี่กะจะทาไปกี่ชั้นถึงจะรอด! พร็อพที่ขาดไม่ได้คือแว่นกันแดด (ต้องดำสนิทเท่านั้น!), หมวกปีกกว้างที่กว้างพอจะบังได้ทั้งหน้า, และเสื้อแขนยาวผ้าลินินพริ้วๆ ที่ถึงจะช่วยได้บ้างแต่ก็ยังร้อนอยู่ดี บอกเลยว่าทริปนี้ได้ฝึกสมาธิกับการเดินต้านทานแรงโน้มถ่วงของเหงื่อที่ไหลลงมาทุกอณูจริงๆ จังๆ อ่ะ!
📸 จุดถ่ายรูปสับ ๆ ยอดไลก์พุ่ง
มาถึงไฮไลต์ของงานนี้แล้วค่ะทุกคน! ใครที่คิดว่าหอแก้วฯ มีแค่หอเฉยๆ คือคิดผิดมหันต์! ที่นี่เขาวางมุม วางองค์ประกอบมาให้เราได้สาดแฟลชรัวๆ จนเมมเต็มอ่ะ! อีฉันนี่ซ้อมโพสมาตั้งแต่บนรถทัวร์แล้วนะ เพราะรู้ว่ามาถึงที่แล้วต้องเอาให้คุ้มค่าแดดที่ทาตัวมาหนักมาก ใครที่อยากได้รูปปังๆ ดุจเดินรันเวย์ที่ปารีส ตามมาเลยค่ะแม่! อีเจ๊จะบอกเทคนิคแบบไม่กั๊ก!
-
มุมมหาชน: หน้าหอแก้ว อลังการงานสร้าง (แต่แดดก็แรงมาก!)
อันดับแรกเลยคือมุมหน้าหอแก้วมุกดาหารที่สูงเสียดฟ้า ตรงนี้แหละที่ทุกคนต้องมาถ่าย! แต่ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ถ้ามาช่วงกลางวันแดดจะสาดหน้าแบบตรงๆ ไม่มียั้ง! เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ การหามุมเงา เล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะมีจากต้นไม้หรืออาคารใกล้เคียงช่วยได้บ้าง หรือไม่ก็ รอช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบเย็น แสงจะเริ่มนุ่มขึ้น รูปที่ได้จะละมุนไม่แข็งกระด้างเหมือนไฟฉายส่องหน้า โพสที่แนะนำคือ ยืนเอียงตัว 45 องศา ให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายเล็กน้อย ไม่ต้องยืนตรงทื่อเหมือนยืนเคารพธงชาติค่ะแก! แล้วก็ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปทางอื่นเหมือนกำลังอินกับวิว หรือกำลังมองหาผู้ชายหล่อๆ แถวนั้น (อันนี้เพิ่มอรรถรสส่วนตัว) มือข้างหนึ่งอาจจะเท้าเอวเบาๆ หรือยกขึ้นมาจับหมวกเก๋ๆ ส่วนอีกข้างปล่อยสบายๆ ชุดที่เหมาะกับมุมนี้คือชุดที่ มีวอลลุ่ม อย่างเดรสพลิ้วๆ สีสันสดใส เพื่อให้ตัดกับสีของหอแก้ว และเวลาลมพัดมามันจะช่วยเสริมให้ดูมีชีวิตชีวา ไม่ใช่เดรสผ้าฝ้ายธรรมดาๆ นะคะ ต้องเดรสที่มันแบบ 'ฉันมาเพื่อสิ่งนี้' อ่ะ! การแต่งหน้าก็ต้องจัดเต็มเบอร์แปดสิบเก้า เพราะแสงแรงขนาดนี้ คอนทัวร์ต้องมา ไฮไลต์ต้องพุ่ง ปากต้องแดงเบอร์แรงเพื่อไม่ให้หน้าจมไปกับฉากหลังค่ะ!
-
มุมศิลปะ: ทางเดินโค้งๆ ขึ้นไปบนหอ คล้ายอุโมงค์แห่งความลับ
ใครที่ชอบฟีลแบบลึกลับน่าค้นหา มารวมกันตรงนี้ค่ะ! ตอนที่เราเดินขึ้นไปบนหอแก้ว จะมีทางเดินที่ค่อนข้างกว้างและโค้งๆ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่อุโมงค์แห่งกาลเวลา ตรงนี้คือมุมทองคำสำหรับการสร้างสรรค์รูปภาพแนว 'เผลอแต่ตั้งใจ' แสงที่ส่องเข้ามาจากด้านบนหรือด้านข้างจะสร้างเงาที่สวยงามมากๆ เคล็ดลับคือ หันหลังให้กล้องเล็กน้อย แล้วค่อยๆ หมุนตัวหันหน้ามา เหมือนเพิ่งโดนเรียกชื่อแล้วหันมาแบบงงๆ แต่น่ารัก! สายตาอาจจะมองต่ำลงไปที่พื้นเล็กน้อย แสดงถึงความครุ่นคิด หรือจะ จับราวบันได แล้วทำท่าเหมือนกำลังเดินขึ้นไปแบบช้าๆ ดูมีจริตจะก้าน พยายามอย่ามองกล้องตรงๆ จะได้ฟีลลิ่งความเป็นธรรมชาติสูง ชุดที่เหมาะกับมุมนี้คือชุดที่มี ความมินิมอล หน่อยๆ แต่ยังคงความชิค อย่างเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์กับกางเกงผ้าลินิน หรือจะเป็นเดรสยาวสีเอิร์ธโทนก็ได้ เพื่อให้ตัดกับโครงสร้างของหอแก้วที่เป็นเหล็กและปูนสีขาวๆ เทาๆ แล้วก็อย่าลืม พกพร็อพ เช่นหนังสือน่าอ่าน หรือสมุดโน้ตเก๋ๆ มาประกอบฉากด้วย มันจะทำให้รูปดูมีเรื่องราวและดูเป็นบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่แท้ทรู ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปไปงั้นๆ นะคะ!
-
มุมพาโนรามา: จุดชมวิวชั้นบนสุด สวรรค์บนดินของนักล่าแสง
และแล้วก็มาถึงมุมที่ทุกคนตั้งตารอคอย! ชั้นบนสุดของหอแก้วมุกดาหารคือ สวรรค์บนดิน ของนักล่าแสงและนักถ่ายภาพทุกคน! วิวหลักล้านที่เห็นแม่น้ำโขงทอดยาวจรดสายตา เห็นสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 และเห็นเมืองสะหวันนะเขตของฝั่งลาวได้แบบ 360 องศา มันสวยจนน้ำตาจะไหล (อันนี้คือไหลจริงเพราะลมแรงมาก) แสงช่วง Golden Hour คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด! ประมาณ 17.00-18.00 น. แสงจะนุ่มนวล เป็นสีทองอร่าม ถ่ายยังไงก็ขึ้นกล้อง โพสที่แนะนำคือ ยืนหันหลังให้กล้อง แล้วยกมือขึ้นกางออกเหมือนกำลังกอดโลกไว้ทั้งใบ (อันนี้ต้องระวังนิดนึงนะคะ เกาะขอบให้แน่นๆ) หรือจะ หันข้าง แล้วทำท่าเหมือนกำลังชี้มือไปที่วิวไกลๆ เหมือนเป็นผู้บงการโลกใบนี้ก็ได้นะ! ชุดที่เหมาะกับมุมนี้คือชุดที่ มีความโดดเด่น แต่ไม่กลืนไปกับวิว อย่างชุดเดรสสีสดใส เช่น สีแดง สีฟ้าคราม หรือสีเหลืองมัสตาร์ด จะทำให้คุณเด่นออกมาจากพื้นหลังที่เป็นสีธรรมชาติ การแต่งหน้าไม่ต้องจัดจ้านมาก เน้นผิวใสๆ ฉ่ำๆ แล้วก็ปากสีนู้ดอมชมพูก็พอ เพราะวิวที่นี่คือตัวแม่ของจริง ไม่ต้องแข่งกับอะไรเลย ถ่ายออกมาคือจึ้ง! ใครไม่มามุมนี้ถือว่าพลาดมาก เหมือนมาไม่ถึงมุกดาหารอ่ะแก!
☕ พิกัดลับ ดับร้อน
หลังจากที่ใช้พลังงานไปกับการโพสท่าสู้แดดและลมบนหอแก้วฯ จนเหงื่อท่วมตัวราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาอีสิบกิโลเมตรเนี่ย สิ่งที่ต้องการที่สุดในตอนนี้คือ "ความเย็น" และ "คาเฟอีน" เข้าเส้นเลือดโดยด่วน! โชคดีที่อีฉันเป็นบล็อกเกอร์สายเจาะลึก ค้นคว้าข้อมูลมาดี เลยไปเจอพิกัดลับๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผนที่ท่องเที่ยวหลักๆ แต่มันดีงามพระรามแปด! ร้านกาแฟโบราณเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ริมถนนใกล้ๆ วัดศรีมงคลใต้ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ประจำเมือง บรรยากาศเงียบสงบ ต่างจากความวุ่นวายและแดดที่เพิ่งเจอมาอย่างสิ้นเชิง
ชื่อร้านอะไรน่ะหรอ? เอาเป็นว่าน้องๆ ต้องลองไปหาดูเองนะจ๊ะ เพราะคำว่า "ลับ" มันถึงจะขลัง! แต่บอกได้เลยว่าแค่เดินเข้ามาในร้านปุ๊บ ความรู้สึกแรกคือเหมือนได้ก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ ผนังอิฐเปลือย โต๊ะเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน พัดลมเพดานหมุนเอื่อยๆ พัดลมจากผนังก็ช่วยเสริมทัพให้รู้สึกเย็นขึ้นมาทันที กลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นปะปนกับกลิ่นขนมปังอบใหม่ๆ ลอยแตะจมูก โอ๊ยยย... มันดีต่อใจเหมือนได้ปลดล็อกสกิลฮีลพลัง! พี่เจ้าของร้านเป็นคุณลุงใจดีมีรอยยิ้มอบอุ่น สั่ง โอเลี้ยง มาแบบไม่ลังเลเลยค่ะแก! แก้วแรกที่ยกขึ้นจิบ ความเย็นของน้ำแข็งกระทบกับความเข้มข้น หอม หวานกำลังดีของโอเลี้ยง มันซาบซ่านไปถึงขั้วหัวใจ คือมันไม่ใช่แค่กาแฟนะ มันคือ "ยาวิเศษ" ที่ชุบชีวิตบล็อกเกอร์สายสู้แดดอย่างอีฉันให้กลับมามีแรงสู้ต่ออีกครั้งอ่ะ!
หลังจากฟื้นฟูร่างกายด้วยโอเลี้ยงไปแล้ว ก็ต้องลอง ชาเย็น อีกแก้วสิคะ จะได้รู้ว่าของจริงเป็นยังไง! ชาเย็นของที่นี่คือแบบ... ชาเข้มข้นหอมมัน ไม่หวานเจี๊ยบจนแสบคอเหมือนบางร้านที่เคยเจอมา มันมีความกลมกล่อมลงตัวแบบเป๊ะปัง เหมือนเชฟกระทะเหล็กมาปรุงให้กินเลยก็ว่าได้! นั่งมองผู้คนท้องถิ่นที่แวะเวียนมาซื้อกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ คุยกันเสียงเจื้อยแจ้วแบบบ้านๆ มันทำให้รู้สึกผ่อนคลายและได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง ถ้าใครอยากได้ฟีลลิ่งแบบนี้ พลาดไม่ได้เลยนะจ๊ะ เพราะมันคือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากคาเฟ่สวยๆ อินเทรนด์ที่มีอยู่ทั่วไป มันคือเสน่ห์ของมุกดาหารที่ซ่อนอยู่ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้แหละค่ะ!
🚗 ข้อมูลการเดินทางและทริคควรรู้
เอาล่ะ! หลังจากที่อิ่มเอมกับภาพสวยๆ และเครื่องดื่มดับร้อนไปแล้ว ทีนี้มาถึงช่วงสาระสำคัญที่น้องๆ วัยรุ่นสายเที่ยวต้องรู้ก่อนตามรอยอีเจ๊นะคะ จะได้ไม่พลาดและไม่ต้องไปนั่งหงุดหงิดกับอะไรที่มันไม่ใช่! เพราะอีฉันนี่เตรียมตัวมาดีสุดๆ ไม่ได้มาเที่ยวแบบแบมือขอพรอย่างเดียวค่ะ!
-
วิธีการเดินทาง:
สำหรับน้องๆ ที่เป็นสายประหยัดงบ แนะนำ รถทัวร์ VIP จากกรุงเทพฯ เลยค่ะ มีหลายเจ้าที่วิ่งเส้นทางกรุงเทพฯ-มุกดาหาร ใช้เวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมง แนะนำให้เลือกเที่ยวกลางคืน จะได้นอนยาวๆ ตื่นเช้ามาถึงมุกดาหารพอดี ไม่ต้องเสียค่าที่พักเพิ่มอีกหนึ่งคืน คุ้มค่าและประหยัดไปในตัว! ส่วนใครที่เวลาน้อยและงบเยอะหน่อย ก็สามารถ บินไปลงอุบลราชธานี หรือนครพนม แล้วต่อรถตู้ หรือรถบัสมามุกดาหารอีกทีก็ได้ค่ะ แต่รวมๆ แล้วก็ใช้เวลาเดินทางพอสมควรเลยนะ เพราะมุกดาหารอยู่ค่อนข้างไกลพอสมควร แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับการเดินทางแน่นอน
พอมาถึงตัวเมืองมุกดาหารแล้ว การเดินทางไปหอแก้วฯ คือง่ายมาก! สามารถเรียก รถตุ๊กตุ๊ก หรือ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ได้เลยค่ะ ค่าโดยสารก็แล้วแต่ตกลงกับพี่คนขับ แต่โดยทั่วไปก็ไม่แพงมาก อยู่ในระยะที่เดินทางสะดวก หรือถ้าใครอยากขับรถเที่ยวเองก็เช่ารถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็ได้ แต่อย่าลืมว่าต้องมีใบขับขี่และขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษนะจ๊ะ! โดยเฉพาะถ้าไปคนเดียวหรือไปกับเพื่อนสาว จะต้องเซฟตัวเองให้มากที่สุดค่ะ!
-
ช่วงเวลาที่ควรไป:
อันนี้สำคัญมาก! ถ้าไม่อยากไหม้เกรียมเหมือนไก่ย่างห้าดาว แนะนำให้ไปช่วง ปลายฝนต้นหนาว (ประมาณเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์) ค่ะ อากาศจะเย็นสบายกว่าช่วงอื่นเยอะ แดดอาจจะยังมีบ้าง แต่ไม่แผดเผาเท่าหน้าร้อนแน่นอน! ส่วนเวลาขึ้นหอแก้วฯ แนะนำให้ไปช่วง เช้าตรู่ (ประมาณ 08.00-09.00 น.) หรือ ช่วงบ่ายแก่ๆ (ประมาณ 16.00-18.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงแดดที่แรงจัดช่วงกลางวัน และยังได้เก็บภาพแสงสวยๆ อย่าง Golden Hour ที่อีเจ๊ได้บอกไปแล้วในหัวข้อจุดถ่ายรูปด้วยนะ รูปจะออกมาปังกว่าเดิมหลายเท่า!
-
ข้อควรระวังสำหรับวัยรุ่นสายลุย:
- กันแดด คือเพื่อนสนิท! โบกไปเลยค่ะ ห้ามขี้เกียจ! โบกตั้งแต่หัวจรดเท้า ทุก 2-3 ชั่วโมงยิ่งดี!
- น้ำดื่ม สำคัญกว่าโทรศัพท์มือถือ! พกติดตัวไปเลย 1-2 ขวดใหญ่ๆ เพราะอากาศร้อนมากจริงๆ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ!
- เสื้อผ้า ควรเป็นผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ไม่หนา ไม่รัดจนเกินไป เน้นสีอ่อนๆ จะช่วยสะท้อนความร้อนได้ดีกว่าสีเข้มๆ ค่ะ และพร็อพอย่าง หมวก แว่นกันแดด คือสิ่งจำเป็น!
- รองเท้า ต้องเป็นรองเท้าที่เดินสบาย เพราะต้องเดินเยอะมาก! รองเท้าแตะแฟชั่นสวยๆ เก็บไว้ถ่ายรูปตอนเย็นๆ ก็พอค่ะ!
- ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว และ ดูแลความปลอดภัยของตัวเอง ให้ดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะน้องๆ ที่เดินทางคนเดียว หรือไปกับเพื่อนสาวสองสามคน อย่าไปในที่เปลี่ยวๆ หรือกลับที่พักมืดค่ำเกินไปนะจ๊ะ!
- เคารพสถานที่ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็แล้วแต่ เราต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี ไม่ทิ้งขยะ ไม่ส่งเสียงดัง และแต่งกายสุภาพเมื่อเข้าวัดหรือสถานที่สำคัญอื่นๆ นะคะ!
โดยรวมแล้ว หอแก้วมุกดาหารคืออีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ต้องมาโดน! ไม่ใช่แค่หอคอยธรรมดาๆ นะ แต่มันคือประสบการณ์ที่ครบครัน ทั้งวิวหลักล้าน จุดถ่ายรูปหลักแสน และความประทับใจหลักล้านที่แกจะได้รับกลับไป แถมยังได้ออกกำลังกายแบบเบาๆ ด้วยการเดินขึ้นหอแก้วฯ (มีลิฟต์ด้วยนะ ไม่ต้องกลัวเมื่อย) และได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนมุกดาหารแบบแท้ทรู ใครที่ไม่เคยมา บอกเลยว่าพลาด! ใครที่ยังไม่เคยมีรูปสวยๆ อลังการเหมือนอยู่เมืองนอกเมืองนา นี่คือโอกาสของแกแล้วค่ะแม่! มุกดาหารอาจจะไม่ใช่เมืองที่ฮิตติดลมบนเหมือนภูเก็ต เชียงใหม่ แต่รับรองว่ามีเสน่ห์ที่ทำให้เราอยากกลับไปอีกแน่นอน อย่าเชื่ออีเจ๊ทั้งหมดนะ ต้องลองไปสัมผัสด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่าที่พูดมาทั้งหมดนี่คือของจริง ไม่จกตา!
#หอแก้วมุกดาหาร #เที่ยวมุกดาหาร #เที่ยวภาคอีสาน #travelthailand #stylestravel