แกเอ๊ยย! เชื่อป่ะว่าฉันเพิ่งจะหลุดรอดจากสมรภูมิรบ "ปราจีนบุรี" มาได้แบบหวุดหวิด เกือบจะกลายเป็นหมูแดดเดียวไปซะแล้ว! คือก่อนหน้านี้อ่ะนะ พอพูดถึงปราจีนฯ ในหัวฉันก็จะมีแค่ภาพ "โรงงานเยอะๆ" "ร้อนนรกแตก" แล้วก็ "อะไรอีกอ่ะ...เขาใหญ่?" ซึ่งยอมรับตรงๆ ว่าไม่เคยอยู่ในลิสต์ที่เที่ยวของตัวแม่อย่างฉันเลยนะ แต่พอดีช่วงนี้ชีวิตมันว่างๆ หวิวๆ เหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง เพราะกรุงเทพฯ มันทั้งซ้ำซากจำเจและรถติดบัดซบ ก็เลยลองเปิดใจให้เพื่อนแก๊งค์ตัวแม่ (ที่ชอบพากันไปหลงป่าทุกทริป) มันลากไป “ปราจีนบุรี” โดยมีข้ออ้างอันหนักแน่นว่า "แก! มีตึกสวยมากกกก สวยเหมือนอยู่ยุโรปเลยนะเว้ย ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงคานนนน! ปราจีนฯ นี่แหละ จบ!" โอ๊ยย ก็คนมันขี้แพ้ อยากได้รูปสวยๆ ไปอวดชาวบ้านนี่คะคุณพี่ เลยต้องยอมตามน้ำไป
การเดินทางน่ะหรอ? เล่าไปก็ปวดใจอี๊กกกก ออกจากบ้านตั้งแต่ไก่ยังไม่ตื่นดี แดดเมืองไทยนี่ก็ตัวดี พอส่องแสงเท่านั้นแหละ รู้เรื่อง! แผดเผาจนรู้สึกเหมือนผิวหนังกำลังจะละลายกลายเป็นน้ำมันหมู แอร์ในรถก็ทำหน้าที่กึ่งๆ ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก นอกจากเป่าลมร้อนๆ กลับมาใส่หน้าเป็นบางช่วง ยิ่งตอนแวะปั๊มนะ ฉันสาบานเลยว่าฉันเห็นมิติใหม่ของการเป็นคนไทย คือแดดมันไม่รู้จักคำว่าเกรงใจใครเลยจริงๆ ใครมันบอกว่า "ประเทศไทยมีแค่สามฤดู ร้อน ร้อนมาก ร้อนโคตรๆ" ฉันขอเถียงขาดใจ! มันมีแค่ "ฤดูร้อนไฟลุก" ฤดูเดียวเท่านั้นแหละค่าาาาคุณผู้ชม! แต่พอเดินทางมาถึงหน้าตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเท่านั้นแหละนะแก... โอ๊ยยยยยย ขอสารภาพว่าความร้อนที่สั่งสมมาตลอดทางมันระเหยหายไปในพริบตา! ฉันอ้าปากค้าง ทำหน้าเอ๋อไปเลย 5 วิแบบไม่ปรุงแต่งใดๆ นี่มันปราจีนบุรีจริงๆ หรอวะเนี่ย!? สวยเกินเบอร์ไปมากกกก จนเพื่อนถามว่า “นี่แกเพิ่งกลับจากเที่ยวยุโรปมาหรอ?”
📸 จุดถ่ายรูปสับ ๆ ยอดไลก์พุ่ง
ขอบอกเลยว่าพอเหยียบย่างเข้ามาในบริเวณตึกอภัยภูเบศรปุ๊บนะ คุณจะลืมเรื่องร้อนไปเลยทันที เพราะทุกตารางนิ้วมันคือรันเวย์ คือสตูดิโอถ่ายรูปดีๆ นี่เองจ้ะแม่! ไม่ต้องพึ่งแอป ไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์เยอะ เพราะของจริงมันสวยตาแตกเบอร์สิบอยู่แล้ว แค่มีกล้อง มีเพื่อน มีอินเนอร์ ก็ได้รูปปังๆ ไปอัปสตอรี่ลงไอจีให้เพื่อนๆ อิจฉาเล่นได้เป็นสิบๆ รูปแล้วจ้าาา
มุมที่ 1: หน้าตึกอลังการงานสร้าง สไตล์ยุโรปจ๋า
จุดนี้คือไฮไลต์เลยแก! ตึกสีเหลืองนวลตัดกับปูนปั้นสีขาวทรงยุโรปโบราณ ฟีลลิ่งแบบ Neo-Baroque ผสม Art Nouveau ที่มีลายเส้นพลิ้วไหวประดับประดา คือสวยจนแทบอยากจะกรี๊ดดดด! แค่เห็นก็สัมผัสได้ถึงความขลังและความหรูหราที่ส่งตรงมาจากยุควิกตอเรียน (ถึงแม้จะสร้างในยุค ร.5 ก็เถอะนะ แต่ความยุโรปมันมาเต็ม!) การได้มาเห็นตึกที่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 มันชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาอยู่ในหนังคลาสสิกเลยทีเดียวแกเอ๊ย
- ท่าโพสปังๆ: แนะนำให้ยืนเดี่ยวกลางเฟรมเลยจ้าแม่! แอคติ้งแบบเจ้าหญิงยุโรปหลงยุคที่เพิ่งออกมาจากปราสาท หรือจะเอามือเท้าเอว เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มั่นๆ เข้าไว้! ใครมีหมวกปีกกว้างๆ เอามาใส่คลุมผมแบบเผลอๆ แล้วหันหลังให้ตึกมองออกไปไกลๆ เหมือนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องรักสามเส้า ก็ดูแพงอยู่นะแก หรือจะเดินเอามือลูบราวบันไดขึ้นไปช้าๆ แล้วเหลียวหลังมามองกล้องแบบ "อ้าว! ถ่ายฉันตอนเผลออีกแล้วหรอเนี่ย" (ทั้งๆ ที่ซ้อมมาเป็นร้อยครั้ง!) ก็ได้ฟีลลิ่งแบบอาร์ทติสท์ไปอีกแบบ
- แสงและเวลา: ช่วงเช้าตรู่ประมาณ 8-9 โมง หรือช่วงบ่ายแก่ๆ ตั้งแต่ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป แสงจะนุ่มละมุนมากกกก สีตึกจะดูโกลว์ๆ มีออร่า ไม่ต้องพึ่งแอพแต่งสีเยอะ ส่วนถ้าไปตอนเที่ยงๆ แดดอาจจะแรงไปหน่อยนะแก แต่ข้อดีคือได้ภาพคมกริบ รายละเอียดชัดเป๊ะ! แต่ระวังหน้าจะแสบตาจนยิ้มไม่ออกนะจ๊ะ
- สไตล์การแต่งตัว: แนะนำเดรสยาวพลิ้วๆ ผ้าลินิน หรือผ้าคอตตอนสีพาสเทล สีขาว สีครีม คือดีงามพระรามสี่มาก! หรือจะใส่ชุดที่ดูวินเทจหน่อยๆ กระโปรงบานๆ ก็เข้ากับบรรยากาศสุดๆ หมวกสานปีกกว้าง แว่นกันแดดเริ่ดๆ สร้อยมุกสักเส้น หรือผ้าผูกผมลายน่ารักๆ ก็ช่วยคอมพลีทลุคให้ดูเป็นคุณหนูยุโรปได้แบบไม่ต้องบินไปถึงยุโรปให้เปลืองเงินเลยจ้า
มุมที่ 2: โถงบันไดไม้แกะสลักกับกระจกสีวิบวับ
เข้ามาในตัวตึกปุ๊บ ก็เจอโถงบันไดไม้สักโบราณที่ทอดตัวขึ้นไปอย่างสง่างาม โอ๊ยยยยยย แค่เห็นก็รู้สึกถึงความอู้ฟู่ของเจ้าของแล้วแก! ที่เด็ดกว่านั้นคือมีกระจกสีลวดลายสวยงาม (ส่วนใหญ่เป็น Art Nouveau) ประดับตามหน้าต่างบ้าง หรือบางจุดก็อยู่ด้านบน ให้แสงธรรมชาติส่องลอดลงมาเป็นสีๆ โอ๊ยยยยยย สวยแบบตะโกน! บันไดนี้เขาบอกว่าทำมาจากไม้ตะเคียนทองหายากด้วยนะแก โคตรแพง! โคตรมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์จริงๆ
- ท่าโพสปังๆ: ท่าเบสิกแต่ได้ใจคือ นั่งพิงราวบันไดอย่างสง่า (ระวังอย่าไปขวางทางคนอื่นนะจ๊ะ) หรือจะเดินขึ้นบันไดแบบหันข้างมองกล้องนิดๆ ให้เห็นลายไม้สวยๆ หรือจะยืนพิงราวบันไดมองออกไปนอกหน้าต่างแบบเหม่อๆ แต่ชิคๆ เหมือนนางเอกกำลังรอพระเอกในซีรีส์ Netflix คือได้รูปฟีลลิ่งลึกซึ้งแน่นอนแก! ใครอยากได้ฟีลดราม่าหน่อยก็ลองเงยหน้าให้แสงสีๆ ตกกระทบหน้าดูนะ ได้อารมณ์แบบศิลปะสุดๆ
- แสงและเวลา: แสงธรรมชาติที่ส่องผ่านกระจกสีนี่แหละคือหัวใจหลักของมุมนี้ แสงจะเปลี่ยนไปตามเวลา ทำให้ได้ฟีลที่ต่างกัน ถ่ายช่วงสายๆ ประมาณ 10-11 โมง แสงจะพุ่งเข้าหน้าต่างเยอะที่สุด ทำให้ได้ภาพที่มีมิติและสีสันสดใส
- สไตล์การแต่งตัว: เน้นชุดที่ดูคลาสสิกหน่อย สีเอิร์ธโทน อย่างน้ำตาล ครีม เขียวเข้ม หรือชุดสีเข้มที่ตัดกับสีไม้ จะได้ไม่กลืนกันกับสีบันได กระโปรงบานๆ หรือชุดที่มีเลเยอร์พลิ้วๆ จะช่วยเพิ่มความดราม่าและความแพงให้ภาพดูมีเรื่องราวมากขึ้น
มุมที่ 3: ระเบียงโค้งมนและทางเดินสุดเก๋
โซนระเบียงและทางเดินโค้งมนของตึกนี้คืออีกหนึ่งเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่แก! การออกแบบที่โค้งมน ผสมผสานกับรายละเอียดปูนปั้นที่ดูวิจิตรบรรจง ทำให้มุมนี้มีความเก๋ไก๋ไม่แพ้มุมไหนๆ แถมยังสามารถมองออกไปเห็นสวนสวยๆ หรืออีกด้านของอาคารได้อีกด้วย ได้ฟีลแบบเดินเล่นในคฤหาสน์ของชนชั้นสูงยังไงยังงั้นแหละค่ะคุณ!
- ท่าโพสปังๆ: ลองยืนพิงระเบียงแล้วมองลงไปข้างล่างแบบเผลอๆ (คิดซะว่ากำลังมองหาบ่าวในเรือน) หรือจะถ่ายครึ่งตัวให้เห็นดีเทลของปูนปั้นด้านหลังก็ได้ฟีลแพงๆ ส่วนใครที่ตัวเล็กหน่อย ลองถ่ายแบบเงยขึ้นให้เห็นความสูงโปร่งของอาคาร จะช่วยให้ดูสูงเพรียวและให้ภาพดูมีมิติมากขึ้นนะแก
- แสงและเวลา: ช่วงเช้ากับเย็นจะได้แสงที่ทอดตัวยาวเข้ามาในระเบียง ทำให้เกิดเงาและมีมิติมากขึ้น ถ้าเจอแดดแรงๆ ตอนกลางวัน ลองหามุมที่มีเงาตกกระทบ จะได้ภาพที่ดูน่าสนใจและหน้าไม่แสบตามากนัก หรือจะถ่ายแบบย้อนแสงเบาๆ ก็ได้ภาพซิลูเอทที่สวยแปลกตาไปอีกแบบ
- สไตล์การแต่งตัว: เสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์กับกางเกงขายาวผ้าลินิน หรือชุดเดรสผ้าฝ้ายสบายๆ จะเข้ากับมุมนี้มาก เพราะมันให้ความรู้สึกผ่อนคลายแต่ยังคงความเก๋ ไม่ได้ดูพยายามอะไรมากมาย (ทั้งๆ ที่กว่าจะได้รูปต้องถ่ายไปเป็นร้อยรูป!)
☕ พิกัดลับ ดับร้อนข้างวัด
หลังจากที่ถ่ายรูปจนเหงื่อท่วมตัวราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอน 10 กิโลเมตร ฉันก็เริ่มรู้สึกถึงพลังชีวิตที่ลดลงฮวบๆ จากแดดปราจีนฯ ที่แผดเผาอย่างไม่เกรงใจใคร โชคดีที่ตึกอภัยภูเบศรแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ตึกสวย แต่ยังมีโอเอซิสเล็กๆ ซ่อนอยู่ข้างในโรงพยาบาลนี่แหละแก! ฉันเดินตรงดิ่งเข้าไปที่ "คาเฟ่สมุนไพรคุณยายอภัยฯ" (ชื่อที่ฉันตั้งเอง) ซึ่งมันก็คือคาเฟ่ของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรนั่นแหละ!
แค่ก้าวขาเข้าไปในร้านนะแก! แอร์เย็นฉ่ำแบบสวรรค์ลงมาโปรดทันที! กลิ่นหอมสมุนไพรแบบธรรมชาติ ไม่ฉุน ไม่แสบจมูก มันทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศในร้านก็ร่มรื่น ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่ดูดี มีทั้งโซน indoor และ outdoor ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ โอ๊ยยยยยย มันเป็นอะไรที่ฟินกว่าการได้เห็นหน้าแฟนเก่ามีชีวิตที่ไม่ดีอีกแกเอ๊ย! ที่นี่ไม่ได้มีแค่กาแฟนะจ๊ะแม่ แต่เขามีเครื่องดื่มสมุนไพรสารพัดแบบฉบับอภัยภูเบศรแท้ๆ ที่ช่วยดับกระหายคลายร้อน แถมยังดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก
ฉันจัดไปเลยจ้ะ "โอเลี้ยงโบราณ" หนึ่งแก้วใหญ่! บอกเลยว่าไม่ใช่โอเลี้ยงธรรมดาตามร้านกาแฟรถเข็นทั่วไปนะแก! แก้วนี้คือความเข้มข้น ความหอมของกาแฟโบราณที่คั่วมาอย่างดี มันผสมผสานกับความหวานกำลังดีแบบไม่แสบคอ ดื่มเข้าไปคำแรกนะ คือความสดชื่นมันวิ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง รู้สึกเหมือนได้พลังชีวิตกลับคืนมา 100% ส่วนเพื่อนตัวแม่ที่เหลือก็สั่ง "ชาเย็นสูตรเฉพาะ" ที่เป็นชาไทยผสมสมุนไพร เห็นมันจิบแล้วทำหน้าฟินแบบโลกนี้เป็นสีชมพู ฉันเลยขอลองชิมดูบ้าง โอ้โห! ชาเข้มข้น หอมกลิ่นชาไทยแท้ๆ ผสมกับความนัวของนมที่ลงตัว หวานน้อย (สั่งได้!) ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นไม่หนักท้องเลยแก แถมที่ร้านยังมีขนมสมุนไพรเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วเขียวอัญชัน หรือคุกกี้สมุนไพรต่างๆ ที่อร่อยแบบไม่รู้สึกผิดอีกด้วย! คือเป็นพิกัดที่ครบเครื่องเรื่องความฟินหลังโดนแดดแผดเผามาทั้งวันจริงๆ! แนะนำว่าห้ามพลาดเด็ดขาดนะจ๊ะ!
🚗 ข้อมูลการเดินทางและทริคควรรู้
สำหรับแก๊งค์ตัวแม่ตัวพ่อที่อยากจะมาตามรอยความปังที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแห่งนี้ ฉันรวบรวมข้อมูลและทริคเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก เพื่อให้การเดินทางของแกราบรื่นและได้รูปสวยๆ กลับไปอวดเพื่อนแบบไม่เสียเหงื่อฟรี!
- พิกัดเป๊ะๆ: ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ตั้งอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี จ้ะแม่ แค่เปิด Google Maps แล้วพิมพ์ชื่อโรงพยาบาลไปเลย ไม่มีหลงแน่นอน
- วิธีการเดินทาง:
- รถยนต์ส่วนตัว: อันนี้คือสะดวกสุดๆ แก! วิ่งเส้นมอเตอร์เวย์ (M6) หรือถนน 304 จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นแหละ แต่ระวังขาจะอ่อนแรงก่อนถึงจากแดดนะ! เปิด GPS นำทางไปได้เลย ง่ายสุดๆ
- รถตู้/รถโดยสาร: สำหรับคนไม่มีรถส่วนตัว ก็ไปขึ้นรถตู้หรือรถโดยสารจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 (หรืออนุสาวรีย์ฯ ในบางเส้นทาง) ไปลงที่บขส. ปราจีนบุรี จากนั้นก็ต้องต่อรถสองแถว หรือวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปที่โรงพยาบาลอีกทีนึงจ้า
- รถไฟ: ถ้าเป็นสายชิลล์ อยากซึมซับบรรยากาศแบบเนิบๆ ก็สามารถนั่งรถไฟจากสถานีหัวลำโพงไปลงที่ปราจีนบุรีได้นะ แต่ใช้เวลานานหน่อย ต้องเช็กรอบดีๆ แล้วก็ต้องหารถต่อเข้าโรงพยาบาลเหมือนกัน
- ช่วงเวลาที่ควรไป:
- แสงสวย: ถ้าอยากได้รูปสวยแสงละมุนแบบไม่แสบตา แนะนำให้ไปช่วงเช้าตรู่ประมาณ 8 โมงถึง 10 โมงเช้า หรือช่วงบ่ายแก่ๆ ตั้งแต่ 4 โมงเย็นเป็นต้นไป แสงจะกำลังดี ไม่ร้อนจัด และคนยังไม่เยอะเท่าช่วงกลางวัน
- คนน้อย: ถ้าเลี่ยงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้จะดีมาก เพราะวันธรรมดาคนจะน้อยกว่าเยอะ ถ่ายรูปได้ฟีลส่วนตัวสุดๆ ไม่ต้องแย่งมุมกับใคร
- ข้อควรระวังสำหรับวัยรุ่นสายเที่ยว:
- กันแดดเบอร์สิบ: นี่คือคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด! ครีมกันแดดทาไปเลยจ้ะแม่! SPF 50 PA++++ คือขั้นต่ำ! หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด ร่มพับได้ เสื้อแขนยาว ผ้าคลุมไหล่ จัดเต็มไปเลย! เพราะแดดปราจีนฯ ไม่ใช่เล่นๆ เหมือนโดนรุมย่างสด!
- น้ำเปล่า: พกน้ำดื่มไปด้วยเยอะๆ จิบตลอดเวลา อย่าให้ขาดเด็ดขาด! เพราะอากาศมันร้อนมากจริงๆ เดี๋ยวจะฮีทสโตรกไปซะก่อน
- รองเท้า: เลือกรองเท้าที่ใส่สบาย เดินเยอะแค่ไหนก็ไม่ปวดเท้า เพราะแกต้องเดินและโพสท่าเยอะมากแน่นอน!
- พาวเวอร์แบงก์: สำคัญกว่าชีวิต! เพราะแบตโทรศัพท์จะหมดเร็วกว่าที่คิดจากการถ่ายรูป อัปสตอรี่รัวๆ!
- แต่งกาย: แม้ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลและมีเจดีย์ รวมถึงศาลอยู่ใกล้ๆ เพราะฉะนั้นแต่งกายสุภาพไว้ก่อนนะแก แต่ก็ยังสามารถแซ่บได้ตามสไตล์ เช่น เดรสยาวคลุมเข่าแต่มีดีเทลเก๋ๆ หรือแหวกขาเบาๆ ก็ดูแพงและสุภาพในเวลาเดียวกัน
สรุปเลยนะแก! จากที่เคยคิดว่าปราจีนบุรีเป็นแค่ทางผ่าน หรือเป็นจังหวัดที่ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ตอนนี้ฉันต้องขอถอนคำพูดและกราบขออภัยปราจีนบุรีงามๆ เลยค่ะ เพราะ "ปราจีนฯ มีของ!" ของเขาดีจริงๆ! ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแห่งนี้คือสมบัติล้ำค่าที่คนไทยทุกคนควรได้มาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง มันไม่ได้เป็นแค่ตึกสวยๆ เก่าๆ แต่เต็มไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง ยิ่งได้ถ่ายรูปสวยๆ ได้ดับร้อนด้วยเครื่องดื่มสมุนไพรดีๆ บอกเลยว่าทริปนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม! ใครอยากได้รูปสวยๆ ไปอวดเพื่อน หรืออยากหนีความวุ่นวายในเมืองกรุง ลองแวะมาปราจีนฯ ดูนะแก แล้วจะรู้ว่าที่นี่มีดีกว่าที่คิดเยอะเลยจ้า! คอนเฟิร์ม! ตัวแม่มาเองไม่มีพลาด!
#ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศร #เที่ยวปราจีนบุรี #เที่ยวไทย