แก! แกต้องฟังฉันก่อนนะ เรื่องมันมีอยู่ว่าอีทริปเชียงใหม่รอบนี้ของฉันอะ ตั้งใจจะมานอนชิลล์ๆ จิบกาแฟแถวคาเฟ่เก๋ๆ ฟีลแม่หญิงอินสตราแกรมเบอร์ แต่ฟ้าดินไม่เป็นใจจ้ะแม่! แดดเมืองไทยที่ว่าแรงแล้ว เจอแดดเชียงใหม่หน้าฝนนี่คือแบบ…ฟีลเหมือนเดินอยู่บนดาวอังคารที่ไฟไหม้ตลอดเวลาอะแก! เหงื่อไหลเป็นทางน้ำตก เจลเย็นแปะหน้าอกไป 3 แผ่นก็ยังเอาไม่อยู่! แต่มีเสียงกระซิบจากในใจอะแก "มาเชียงใหม่แต่ไม่ขึ้นดอยสุเทพ? ขอโทษนะเธอ...ถือว่ามาไม่ถึง!" เออมันก็จริงของเขาป้ะ? ไหนๆ ก็ดั้นด้นมาถึงถิ่นแล้ว จะมาพลาดแลนด์มาร์กสำคัญที่เขาบอกว่า ถ้าไม่มาเหมือนมาไม่ถึงเชียงใหม่ได้ยังไงกันคะ! นี่ไม่ใช่แม่หญิงสายชิลล์แล้วนะ นี่มันแม่หญิงนักสู้ชีวิตท่ามกลางเปลวแดด (ที่พกหมวกและร่มมาอย่างน้อย 2 อัน) ต่างหาก!
และด้วยความที่ชีวิตคือการลงทุน ฉันก็เลยตัดสินใจเรียกแก๊งเพื่อนสาว (ที่บ่นไม่หยุดว่าแดดร้อน อยากนอนอยู่โรงแรม) ลุกขึ้นมาสู้กับรังสี UV แล้วเตร่ๆ ออกมาจากโรงแรมตอนเช้าตรู่ (ซึ่งก็ยังร้อนอยู่ดี ไม่เข้าใจธรรมชาติเมืองไทยเลยจริงๆ) เป้าหมายคือการพิชิตยอดดอยสุเทพให้ได้! บอกเลยว่าทริปนี้มันไม่ใช่แค่มาไหว้พระขอพรนะแก แต่มันคือการเดินทางพิสูจน์ตัวเองจากบาร์บี้ผิวขาวที่กลายเป็นบาร์บี้ผิวแทนชั่วข้ามคืน! พร้อมกับการฟาดฟันรูปปังๆ ที่ต้องเอาไปลงโซเชียลเรียกยอดไลก์ให้กระหน่ำ เพราะค่าตัวเพื่อนที่มาเป็นตากล้องให้อะแก มันไม่ใช่ถูกๆ นะ! ต้องคุ้มค่าแก่การลงทุนค่าแรงและค่าความอดทนของทั้งเราและเพื่อน (ที่โดนลากมาจนต้องบ่นอุบ!) เอาล่ะ เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เพราะฉันจะมาเม้าท์มอยประสบการณ์ขึ้นดอยสุเทพแบบฉบับตัวแม่ตัวคลอดบุตรที่แท้ทรู ที่รับรองว่าแกจะฮาจนอยากจะกดจองตั๋วมาตามรอยในทันที!
📸 จุดถ่ายรูปสับ ๆ ยอดไลก์พุ่ง
เอาล่ะแก! หลังจากผ่านสมรภูมิแดดและการเดินทางอันแสนทรหด เราก็มาถึงจุดที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือ "จุดถ่ายรูป" นั่นเอง! แหม...มาถึงที่แล้วไม่กดชัตเตอร์รัวๆ ให้เมมเต็มได้ยังไงคะ? ถือว่าผิดบาปนะ! ฉันคัดมาให้แล้ว 3 มุมลับ (ที่ไม่ลับเท่าไหร่แต่จะทำให้รูปแกปังกว่าคนอื่น) พร้อมเคล็ดลับจัดท่าโพสและเลือกแสงแบบมืออาชีพ!
มุมที่ 1: บันไดนาคเจ็ดเศียรสุดอลังการ (เอาให้ลืมความเมื่อยขาไปเลย!)
แกดูสิ! บันไดนาคที่ทอดยาวขึ้นไปสู่องค์พระธาตุฯ อลังการงานสร้างเบอร์สิบสิบสิบ! แต่บอกเลยว่าตอนเดินขึ้นไปนี่คือหอบแฮ่กๆ เหมือนโดนวิ่งไล่หลังมา 10 กิโลฯ! แต่เพื่อรูปปังๆ เราต้องสู้ค่ะ!
ท่าโพสสุดปัง:
* ท่า "เดินขึ้นบันไดแบบสวยๆ เชิดๆ": ให้เพื่อนอยู่ด้านล่าง แล้วเราเดินขึ้นบันไดไปสักประมาณ 5-6 ขั้น แล้วหันหลังกลับมาแบบเผลอๆ มองข้ามไหล่ไปมองวิวข้างล่าง ฟีลแบบ "เหนื่อยนะ...แต่สวยก็ให้อภัย" หรือจะทำท่ากำลังก้าวขึ้นบันได แล้วหันหน้ามองกล้องแบบยิ้มมุมปากเบาๆ ก็ได้นะ ดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่จริงๆ ซ้อมมาแล้ว 10 รอบหน้ากระจก! เน้นให้เห็นบันไดนาคแบบเต็มๆ เฟรม เพื่อความยิ่งใหญ่ของฉากหลัง
* ท่า "จับราวนาคแบบพิงๆ": อันนี้สำหรับคนเมื่อยขาแบบฉัน! ให้ยืนเอียงๆ พิงราวบันได แล้วหันหน้าออกไปมองวิว หรือจะมองขึ้นไปข้างบนองค์พระธาตุก็ได้ ฟีลแบบ "กำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศ" แต่จริงๆ คือแอบพักขา! เน้นถ่ายช่วงตัวถึงสะโพก เพื่อให้เห็นสไตล์การแต่งตัวและท่าทางที่ดูผ่อนคลายแต่ยังมีอินเนอร์
* ท่า "นาคเป็นของฉัน": อันนี้ต้องกล้าหน่อย! ยืนอยู่บนบันได แล้วยื่นมือออกไปสัมผัสเศียรนาคแบบเบาๆ ทำหน้าแบบ "ฉันนี่แหละตัวแม่! นาคต้องยอม" ฟีลลิ่งดุจแม่นาคกลับบ้าน แต่ขอแบบสวยๆ ไม่ใช่แบบหลอนๆ นะแก!
เคล็ดลับแสงและชุด:
* แสง: ควรมาช่วงเช้าตรู่ประมาณ 7-8 โมง หรือช่วงบ่ายแก่ๆ ประมาณ 4 โมงเย็น เพราะแดดจะกำลังดี ไม่แรงมากเกินไป ทำให้ได้แสงแบบ Soft light ที่ไม่ทำให้หน้าดำเป็นปื้น และช่วยขับสีทองของนาคให้เด่นขึ้นมา ไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์เยอะ ถ่ายปุ๊บ ลงปั๊บ ได้ยอดไลก์ปังปุริเย่แน่นอน!
* ชุด: แนะนำเป็นชุดเดรสยาวพลิ้วๆ สีสันสดใส หรือสีขาว/ครีม ก็จะตัดกับสีเขียวของธรรมชาติและสีทองของนาคได้ดี ถ่ายออกมาแล้วดูคุณหนูดูแพง! หรือใครสายสตรีทก็จัดเสื้อยืดลายเก๋ๆ กับกางเกงยีนส์ขากระบอก แล้วโพสท่าเริ่ดๆ ก็ได้ฟีลลิ่งอีกแบบ แต่ห้ามลืมพร็อพ! หมวกเอย แว่นกันแดดเอย พัดเอย จัดไปเลยค่ะ!
มุมที่ 2: รอบองค์พระธาตุสีทองอร่าม (สายบุญสายแฟต้องมา!)
แก! พอเดินขึ้นบันไดมาจนถึงข้างบนแล้ว สิ่งแรกที่เห็นคือองค์พระธาตุสีทองอร่ามที่เปล่งประกายท้าแดดแบบสุดๆ! คือสวยแบบตาแตก! ออร่าพุ่งกว่าหน้าฉันอีกค่ะ! ตรงนี้แหละคือจุดไฮไลต์ที่แท้ทรู!
ท่าโพสสุดปัง:
* ท่า "แหงนหน้ามองฟ้าขอพร": ยืนห่างจากองค์พระธาตุมานิดนึง แล้วทำท่าพนมมือ (แต่ขอแบบพนมมือสวยๆ นะแก ไม่ใช่พนมมือขอหวย) แหงนหน้าขึ้นไปมององค์พระธาตุแบบซึ้งๆ ฟีลแบบ "สาธุ ขอให้ได้ผู้หล่อๆ ขอให้ได้งานดีๆ" (เอ้ย! ไม่ใช่สิ ต้องขอพรให้ประเทศชาติสงบสุขสิคะ!)
* ท่า "เดินวนรอบพระธาตุแบบเผลอๆ": ให้เพื่อนอยู่มุมใดมุมหนึ่ง แล้วเราก็ทำเป็นเดินวนรอบองค์พระธาตุแบบสวยๆ ไม่ต้องมองกล้อง ทำเป็นเหมือนไม่ได้ตั้งใจถ่าย แต่ทุกย่างก้าวคืออินเนอร์ล้วนๆ! ตอนเดินก็แกว่งแขนเบาๆ หรือจะเอาเสื้อคลุมมาสะบัดเบาๆ ก็ได้นะ ฟีลแฟชั่นนิสต้า!
* ท่า "นั่งก้มหน้าแบบสงบนิ่ง": อันนี้สำหรับคนอยากได้รูปฟีลสงบ เรียบร้อย แต่ยังมีความชิค! หามุมที่คนไม่เยอะมาก แล้วนั่งลงกับพื้นแบบพับเพียบ หรือคุกเข่าเบาๆ ก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง หรือกำลังตั้งใจสวดมนต์ แสงเงาที่กระทบใบหน้าจะช่วยเพิ่มความลึกลับและน่าค้นหาได้เป็นอย่างดีนะแก
เคล็ดลับแสงและชุด:
* แสง: ตรงนี้แสงดีตลอดทั้งวันเลยแก เพราะองค์พระธาตุเขาเปล่งประกายในตัวเองอยู่แล้ว! แต่ถ้าอยากได้แสงแบบทองระยิบระยับ แนะนำช่วงบ่าย 3-4 โมง แสงแดดจะสาดส่องลงมาพอดี ทำให้องค์พระธาตุดูมีมิติและงดงามมากเป็นพิเศษ
* ชุด: ควรเป็นชุดที่สุภาพ แต่ก็ยังคงความแฟชั่นเอาไว้ได้ อาจจะเป็นชุดผ้าไทยประยุกต์ หรือชุดเดรสยาวสีขาว สีเบจ หรือสีโทนเอิร์ธโทน จะดูเข้ากับบรรยากาศและตัดกับสีทองของพระธาตุได้อย่างลงตัว และอย่าลืมผ้าคลุมไหล่เผื่อต้องเข้าพื้นที่ที่ต้องแต่งกายสุภาพด้วยนะแก เพื่อความสะดวกของเราเอง!
มุมที่ 3: จุดชมวิวเมืองเชียงใหม่ (สวยจนอยากตะโกนออกไปว่า "ฉันรักเชียงใหม่!")
หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว เดินออกมาอีกนิดก็จะมีระเบียงที่มองเห็นวิวเมืองเชียงใหม่ได้แบบ 360 องศาเลยแก! คือสวยแบบตะโกน! เห็นไปยันสนามบินเลยมั้งเนี่ย!
ท่าโพสสุดปัง:
* ท่า "กอดอกมองวิวแบบมั่นๆ": ยืนหันหลังให้กล้องแล้วหันหน้าออกไปมองวิวเมือง ทำท่ากอดอกแบบตัวแม่ตัวคลอดบุตร ฟีลแบบ "เชียงใหม่คือของฉัน" หรือจะยืนเอามือเท้าเอวก็ได้นะแก! ให้เห็นเงาเราตัดกับวิวเมืองสวยๆ นี่คือปังแน่นอน!
* ท่า "ยื่นแขนออกไปเหมือนจะโบยบิน": ยืนหันหลังให้กล้องแล้วยื่นแขนออกไปกว้างๆ เหมือนจะโอบกอดเมืองเชียงใหม่ทั้งเมือง ฟีลแบบ "อิสระเสรี" หรือ "ฉันคือเบอร์ดี้" (นกแก้วนะแก!) อันนี้เป็นท่าคลาสสิกที่ยังไงก็รอดนะ!
* ท่า "นั่งมองวิวแบบเผลอๆ": ถ้ามีที่นั่งตรงขอบระเบียง (ซึ่งอาจจะต้องรอคิวหน่อยนะแก) ก็นั่งลงไปเลยค่ะ! หันหน้าเข้าหาวิวเมือง แล้วหันข้างให้กล้อง ทำหน้าแบบ "กำลังคิดถึงใครบางคน" หรือจะเอาหนังสือเล่มเล็กๆ มาทำเป็นอ่านก็ได้นะ ฟีลลิ่งเด็กอาร์ตตัวแม่มาเต็ม!
เคล็ดลับแสงและชุด:
* แสง: มุมนี้เหมาะมากกับช่วงพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกดิน! แสงสีทองของท้องฟ้าจะทำให้วิวเมืองดูโรแมนติกและมีเสน่ห์มากๆ รูปจะออกมาละมุนนีสุดๆ! ถ้าเป็นตอนกลางวันก็ต้องทำใจนิดนึงนะแก อาจจะมีฟ้าหลัวบ้าง แต่ก็ยังสวยอยู่ดีแหละ!
* ชุด: ชุดอะไรก็ได้ที่ดูชิลล์ๆ แต่ยังคงความแฟชั่นเอาไว้ อาจจะเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ หรือเดรสพลิ้วๆ ก็ได้หมด! เพราะวิวเมืองข้างหลังมันจะดึงดูดสายตาคนดูอยู่แล้ว ไม่ต้องแต่งตัวจัดจ้านมากก็ได้ ปล่อยให้วิวเมืองเป็นพระเอกไป!
☕ พิกัดลับ ดับร้อนข้างวัด
หลังจากที่ตากแดดปีนบันไดจนเหงื่อไหลไคลย้อย เมคอัพที่ลงมาอย่างแน่นก็เริ่มมีอันละลายรวมกับเหงื่อไปหมดแล้วเนี่ย! (ฉันสาบานว่าจะไม่พกเมคอัพราคาแพงมาเที่ยวเมืองไทยตอนหน้าร้อนอีกแล้วค่ะ!) คือตอนนั้นอะแก ความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวไม่ใช่หิวข้าวหรืออยากเข้าห้องน้ำนะ แต่มันคือ "อยากได้น้ำเย็นๆ หวานๆ ชื่นใจๆ สักแก้ว" ที่จะมาช่วยดับไฟในร่างกายฉันได้ในทันที!
พอเดินลงมาจากวัดด้วยสภาพกึ่งซอมบี้ กึ่งนักท่องเที่ยวที่ผ่านศึกสงครามมา (สงครามกับแดดและบันได) ฉันก็เหลือบไปเห็นร้านเล็กๆ เก่าๆ ที่มีป้ายเขียนว่า "ร้านป้าเมี้ยนโอเลี้ยงโบราณ" แบบตัวอักษรสีแดงซีดๆ คือตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรแล้วแก เห็นคำว่า "โอเลี้ยงโบราณ" คือพุ่งตัวเข้าไปเลยจ้าาา! อย่างกับเจอโอเอซิสกลางทะเลทราย! บรรยากาศร้านคือบ้านๆ มากๆ โต๊ะพลาสติกกลมๆ สีแดงๆ ฟ้าๆ วางอยู่สองสามตัว พัดลมเก่าๆ ตัวใหญ่ที่หมุนเอื่อยๆ เหมือนจะหลับคาพัดลมให้ได้ อากาศในร้านเย็นกว่าข้างนอกนิดนึง แต่ที่สำคัญคือกลิ่นกาแฟโบราณที่หอมตลบอบอวลไปทั่วร้าน มันเป็นกลิ่นที่เหมือนพาฉันย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ที่ไปนั่งเฝ้าร้านกาแฟกับอาม่าเลยแก! ฟีลลิ่งอบอุ่น หัวใจพองโตขึ้นมาทันที (อาจจะเพราะแอร์ที่แอบเย็นกว่าข้างนอกด้วยแหละนะ)
ฉันสั่ง "โอเลี้ยง" ทันทีแบบไม่ต้องคิดมาก! ป้าเมี้ยนแกก็ยิ้มให้แบบใจดี แล้วก็จัดการชงให้แบบมืออาชีพ คือเทจากถุงผ้ากรองกาแฟดำข้นๆ ลงในแก้ว ใส่น้ำตาล ใส่ฟองนม (นิดนึงพอเป็นพิธี) แล้วก็ใส่น้ำแข็งพูนๆ แก้วแรกที่ยกมาจิบนะแก...โอ๊ยยยยยยยย! เหมือนน้ำทิพย์ชุบชีวิต! ความหวานที่พอดีกับความเข้มข้นของกาแฟดำ มันไปตัดกับความเปรี้ยวจากเหงื่อไคลและความเหนื่อยล้าได้อย่างลงตัว! คือมันไม่ได้หวานเลี่ยนนะแก แต่มันหวานกำลังดี หอมกลิ่นกาแฟคั่วแบบโบราณ มันสดชื่นแบบกรึ๊บเดียวหายเหนื่อยอะ! ไม่ได้โม้นะแก นี่คือโอเลี้ยงที่อร่อยที่สุดในชีวิตฉันตั้งแต่เกิดมาเลย! รู้สึกเหมือนได้พลังกลับมาแบบ 100% พร้อมที่จะฟาดฟันกับแดดข้างนอกได้อีก 10 วัน! (แต่ก็ไม่เอาแล้วนะ)
เพื่อนฉันที่ตอนแรกบ่นว่าอยากได้กาแฟสตาร์บัคส์เท่านั้น พอได้จิบ "ชาเย็น" ของป้าเมี้ยนเข้าไปเท่านั้นแหละ! คือนางเงียบไปเลยจ้ะ แล้วก็ทำหน้าฟินแบบหลุดโลก! ชาเย็นของป้าเมี้ยนคือหอมชามากกกก! หวานมันกำลังดี นมสดที่ใส่ลงไปคือมีความกลมกล่อม ไม่หวานโดด ปกติฉันไม่ค่อยชอบกินชาเย็นที่ร้านอื่นเท่าไหร่ เพราะมันจะออกแนวหวานเจี๊ยบจนแสบคอ แต่ของป้าเมี้ยนนี่คือละมุนลิ้น ฟินจนอยากจะสั่งอีกแก้ว แต่ต้องเก็บท้องไว้เผื่อของอร่อยอย่างอื่น (คือจริงๆ ก็อิ่มแล้วแหละ แต่ยังอยากหาเรื่องกินอยู่)
นอกจากเครื่องดื่มแล้ว ที่ร้านป้าเมี้ยนก็มีขนมปังปิ้งเนยนมกับสังขยาโบราณให้เลือกกินด้วยนะแก ขนมปังกรอบนอกนุ่มใน หอมเนย ส่วนสังขยาก็คือหวานมันกะทิหอมๆ ฟินลื้มมมมม!
ใครที่ขึ้นดอยสุเทพมาเหนื่อยๆ แล้วอยากได้พิกัดดับร้อนแบบฉบับโลคอลแท้ๆ ฉันแนะนำร้านป้าเมี้ยนเลยนะแก! คือมันเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เติมเต็มทริปของเราให้สมบูรณ์แบบได้จริงๆ! แถมราคาก็คือสบายกระเป๋าแบบสุดๆ สั่งมา 3 แก้วกับขนมปังอีก 2 ชุดยังจ่ายไม่ถึงร้อยเลยแก! คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!
🚗 ข้อมูลการเดินทางและทริคควรรู้
เอาล่ะแก! หลังจากเม้าท์มอยเรื่องความปังของวัดและร้านกาแฟไปแล้ว ก็มาถึงพาร์ทสำคัญที่สาวๆ วัยรุ่นสายเที่ยวแบบเราต้องรู้ นั่นก็คือ "การเดินทาง" และ "ทริคเล็กๆ น้อยๆ" ที่จะช่วยให้ทริปของแกราบรื่นไม่มีสะดุด (หรือสะดุดน้อยที่สุด!)
วิธีการเดินทาง:
-
รถแดง (Songthaew) ตัวท็อปของเชียงใหม่: อันนี้คือตัวแม่! เป็นวิธีที่ฮิตที่สุดและเป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่เลยแก!
พิกัดขึ้น: แนะนำให้ไปขึ้นที่หน้าวัดพระสิงห์ หรือแถวหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ (หน้ามอนะแก) จะมีรถแดงจอดรอเพียบ! ทริคเจรจา: ต้องต่อราคาเก่งๆ หน่อยนะแก! ปกติแล้วราคาจะอยู่ที่ประมาณคนละ 40-60 บาทต่อเที่ยว (ถ้าคนเยอะๆ อาจจะถูกลงหน่อย) แต่บางคันถ้าเขาจะเหมาไปก็อาจจะคิดแพงหน่อยนะ เพราะฉะนั้นต้องคุยให้ชัดเจนว่าไปรวมกับคนอื่น หรือเหมาไป ถ้าไปแบบรวมคือให้เขาหาคนมาให้เต็มรถก่อนแล้วค่อยออก อย่าเพิ่งรีบร้อนจ่ายเงินเต็มจำนวนถ้ายังไม่มีคนนั่งด้วย! หรือจะแชร์กับเพื่อนไปหลายๆ คนก็ได้นะ จะได้ไม่เปลืองมาก เวลาจะกลับก็รอขึ้นรถแดงข้างล่างวัดได้เลย มีจอดรออยู่ตลอด - Grab (ตัวช่วยยามฉุกเฉิน): ถ้าใครขี้เกียจต่อราคา หรือมากันน้อยคน แล้วยอมจ่ายแพงขึ้นหน่อยเพื่อความสบาย ก็เรียก Grab เลยค่ะแก! สะดวกสบาย ได้ความเป็นส่วนตัว แต่ราคาก็จะสูงกว่ารถแดงพอสมควรเลยนะ ขึ้นอยู่กับระยะทางและช่วงเวลา
- เช่ามอเตอร์ไซค์ (สำหรับสายซิ่งที่มั่นใจ): ถ้าแกเป็นสายแว้น สกิลการขับขี่ดี และมั่นใจในเส้นทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดของดอยสุเทพ ก็เช่ามอเตอร์ไซค์เลยจ้ะ! ให้ฟีลลิ่งฟรีดอมสุดๆ แต่บอกเลยว่าทางขึ้นดอยคือโค้งเยอะมาก และชันด้วยนะแก เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ ใส่หมวกกันน็อก ปฏิบัติตามกฎจราจรให้เป๊ะ! ชีวิตสำคัญกว่ารูปปังๆ นะคะ!
ช่วงเวลาที่ควรไป:
- เช้าตรู่ (ประมาณ 6-8 โมง): อันนี้คือที่สุดของที่สุด! แสงดี อากาศไม่ร้อนมาก คนยังไม่เยอะมาก ถ่ายรูปออกมาคือปังทุกรูป! แถมยังได้ฟีลลิ่งสงบๆ ไม่วุ่นวาย เหมาะกับการมาทำบุญและชมวิวสวยๆ ยามเช้าตรู่ที่อากาศยังเย็นสบายอยู่
- บ่ายแก่ๆ (ประมาณ 4 โมงเย็น - พระอาทิตย์ตก): แสงยามเย็นก็สวยไม่แพ้กันนะแก! โดยเฉพาะวิวเมืองเชียงใหม่ตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน คือโรแมนติกมาก! แต่อาจจะต้องทำใจนิดนึงว่าคนจะเยอะหน่อยนะ
- หลีกเลี่ยงช่วงเที่ยง-บ่ายสอง: อันนี้คือช่วงที่แดดแรงสุดๆ! ร้อนแบบทรมาน แสงก็ไม่สวย ถ่ายรูปออกมาหน้าก็จะดำเป็นปื้นๆ ได้ง่ายๆ คือถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปเลยนะแก เพื่อความสวยและสุขภาพผิวของเราเอง!
ข้อควรระวังสำหรับวัยรุ่นสายเที่ยว:
- เตรียมตัวให้พร้อมรบกับแดด: หมวก แว่นกันแดด ครีมกันแดด (โบกไปเลยหนาๆ!) ร่ม พัดลมมือถือ น้ำดื่มขวดใหญ่ๆ คือของจำเป็นที่ห้ามลืมเด็ดขาด! แดดเมืองไทยไม่เคยปรานีใครนะแก!
- รองเท้าต้องพร้อมลุย: ดอยสุเทพมีบันไดให้เดินเยอะมาก และพื้นก็อาจจะขรุขระบ้าง เพราะฉะนั้นเลือกรองเท้าที่ใส่สบายๆ เดินง่ายๆ นะแก จะเป็นรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าแตะแบบมีสายรัดก็ยังพอได้ อย่าใส่รองเท้าส้นสูงมานะแก เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน! (เท้าพังได้นะ!)
- แต่งกายสุภาพ (แต่ยังคงความแฟชั่น): วัดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นะแก เพราะฉะนั้นควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย แต่ก็ยังคงความตัวแม่ตัวคลอดบุตรเอาไว้ได้! เสื้อผ้าที่ปิดไหล่และเข่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่ได้เตรียมไป เขาก็มีผ้าถุงให้เช่านะแก ไม่ต้องกลัว!
- ระมัดระวังทรัพย์สิน: สถานที่ท่องเที่ยวคนเยอะๆ มิจฉาชีพก็อาจจะแฝงตัวอยู่ได้นะแก เพราะฉะนั้นระมัดระวังกระเป๋าถือ โทรศัพท์ และของมีค่าให้ดีๆ อย่าเผลอวางทิ้งไว้ หรือเปิดกระเป๋าทิ้งไว้โดยไม่ระวังตัว
- มีน้ำใจและเคารพสถานที่: ไปเที่ยววัดก็ต้องมีมารยาทนะแก ไม่ส่งเสียงดังโวยวาย ไม่วิ่งเล่นซุกซน ถอดรองเท้าก่อนเข้าเขตอุโบสถ ไม่ปีนป่ายโบราณสถาน แค่นี้ก็เป็นนักท่องเที่ยวตัวอย่างที่น่ารักแล้ว!
บอกเลยว่าทริปดอยสุเทพครั้งนี้ แม้จะต้องฟาดฟันกับแดดร้อนๆ และบันไดที่ยาวเป็นกิโลฯ (เว่อร์ไปนิดนึง แต่มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ!) แต่มันก็คุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อที่เสียไปจริงๆ แก! วิวทิวทัศน์ที่สวยงามตระการตา องค์พระธาตุสีทองที่เปล่งประกาย แสงแดดที่สาดส่องลงมาทำให้ทุกอย่างดูศักดิ์สิทธิ์และน่าเลื่อมใส มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ เหมือนได้ชาร์จพลังกายและใจไปในตัว แถมรูปที่ได้ก็คือปังจนเพื่อนต้องทักว่า "ไปทำบุญหรือไปถ่ายแบบคะแม่!"
ใครที่กำลังวางแผนมาเชียงใหม่แต่ยังลังเลว่าจะขึ้นดอยสุเทพดีมั้ย ฉันขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ตะโกนยันว่า "ต้องมาให้ได้!" จริงๆ ค่ะ! มันคือประสบการณ์ที่แกจะไม่มีวันลืม และจะได้รูปสวยๆ กลับไปอวดเพื่อนอีกเพียบแน่นอน! ถือว่ามาแล้วได้ครบจบในที่เดียว ทั้งบุญ ทั้งรูป ทั้งความทรงจำ (และความเหนื่อยล้าที่แลกมาด้วยความฟิน)
#ดอยสุเทพ #เที่ยวเชียงใหม่ #เที่ยวภาคเหนือ