บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน ระนอง: ร้อนนี้ไม่ต้องง้อทะเล! มาแช่ใจฮีลใจให้ฟูฟ่อง


กรี๊ดดดดด! ทุกคนคะ! วันนี้ตัวแม่คนเดิม เพิ่มเติมคือความฮีลใจสุดๆ กลับมารีวิวอีกแล้วค่าาา รอบนี้ขอสารภาพบาปก่อนว่า ตอนแรกที่แม่บอกว่าจะพาไประนอง อีฉันก็แอบมีขยี้ตา มองปฏิทินอีกรอบว่านี่มันเดือนสิงหา (จะสิ้นปีแล้วก็ยังร้อนเหมือนซ้อมตกนรกอยู่) นะแม่! แม่จะพาไปทำอะไรที่จังหวัดที่ได้ชื่อว่า "เมืองฝนแปดแดดสี่" แต่เอาจริงคือ "แดดแปดฝนสี่" กันแน่!! บอกเลยว่าตอนนั้นคือใจเต้นตุ้บๆ นึกว่าจะได้ไปเดินป่าฝ่าดงดิบ เหงื่อแตกซิกๆ หรือไม่ก็คงโดนแดดแผดเผาจนผิวแทนเบอร์สิบ เพราะอิฉันเนี่ยเพิ่งจะฟื้นตัวจากการถูกแดดเมืองไทยทารุณตอนไปเที่ยวเหนือมาหมาดๆ นี่แหละค่ะคุณขาาาา

แต่พอล้อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์สนามบินระนองเท่านั้นแหละ... สัมผัสแรกคือไอร้อนผ่าวๆ แผดเผาผ่านกระจกเครื่องบินยังไม่พอ พอลงมาเท่านั้นแหละ เหมือนมีเตาอบขนาดใหญ่โอบกอดตัวฉันไว้ทันที! กรี๊ดดดด แดดแรงกว่าที่คิดมากกกก แรงชนิดที่ว่าเอาแปรงสีฟันตากแดดสามวิฯ ก็ไฟลุกได้อะแก! คือแบบ ถ้าเลือกเกิดได้ขอเกิดเป็นแวมไพร์ที่ระนองคือรอดสุด! ฉันนี่แทบจะกรีดร้องขอวาร์ปกลับกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังไม่ก้าวเท้าออกจากสนามบิน แต่ก็ต้องทำใจฮึบสู้ เพราะมาถึงที่แล้วก็ต้องไปต่อป่ะ? แม่ก็คือชี้เป้าทันทีว่า "เราจะไปฮีลใจกันที่บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน!" ตอนนั้นคือช็อกไปสามวิฯ อะ เพราะคิดในใจว่าร้อนจะตายอยู่แล้วแม่จะพาไปแช่น้ำร้อนอีกเนี่ยนะ!!! แต่ความจริงคือมันดีงามจนอยากจะกราบงามๆ เลยเว้ยแก๊! มาค่ะ ฉันจะเล่าให้ฟังแบบละเอียด ไม่มีกั๊ก ไม่มีเม้ม เพราะนี่คือเรื่องจริงของตัวแม่ที่รอดชีวิตจากแดดระนองมาได้แบบสวยๆ เชิ่ดๆ พร้อมผิวที่ยังไม่ไหม้ (แค่เกือบ)!

📸 จุดถ่ายรูปสับ ๆ ยอดไลก์พุ่ง

มาถึงบ่อน้ำร้อน ไม่ได้มาแค่แช่ตัวนะจ๊ะสาวๆ! เรามันสายคอนเทนต์ สายสร้างตำนาน ก็ต้องไม่พลาดที่จะแชะรูปให้ยอดไลก์พุ่งกระฉูด ดึงดูดผู้ติดตามสิบแปดล้านคนไปเลยสิคะ! บ่อน้ำร้อนรักษะวารินนี่แหละคือพิกัดลับที่ซ่อนมุมถ่ายรูปปังๆ ไว้เพียบ ชนิดที่ว่าลงปุ๊บ เพื่อนทักปั๊บ “แกไปที่ไหนมาเนี่ย สวยมาก!” มาค่ะ ตัวแม่จะบอกพิกัดให้แบบเจาะลึก พร้อมเทคนิคโพสท่าจัดเต็ม!

มุมที่ 1: บ่อน้ำร้อนหลัก กับไออุ่นละมุนละไม

พิกัด: จุดนี้คือบ่อน้ำร้อนสาธารณะบ่อใหญ่สุด ที่มีไอน้ำลอยกรุ่นๆ ตลอดเวลา ข้างๆ จะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น และทางเดินไม้ที่ทอดตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ทำให้ภาพที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติมากๆ เลยค่ะ
เทคนิคโพส & แสง: อยากให้ภาพออกมาละมุน เหมือนเพิ่งตื่นนอนมาพักผ่อน ต้องมาช่วงเช้าตรู่ประมาณ 7-8 โมง หรือไม่ก็ช่วงบ่ายแก่ๆ 4-5 โมงเย็นค่ะ แสงจะนุ่มละมุน ไม่แข็งกระด้างจนหน้ามืด ที่สำคัญคือไอน้ำจะลอยฟุ้งกำลังสวยเลยนะ! สำหรับท่าโพส ให้ลองเดินทอดน่องไปบนสะพานไม้ หันข้างให้กล้อง แล้วเหลือบมองมาเบาๆ เหมือนกำลังเผลอๆ หรือจะนั่งยองๆ ริมบ่อ เอาเท้าจุ่มน้ำ แล้วหันหน้าออกไปทางบ่อน้ำร้อน ปล่อยให้ผมพลิ้วไหวไปตามลมเบาๆ (ถ้าไม่มีลมก็สะบัดเอาเองค่ะ ไม่ต้องอาย!) หรือถ้าอยากได้ฟีลฮีลใจสุดๆ ลองยืนตรงริมบ่อ หันหลังให้กล้อง แล้วยกมือขึ้นเหมือนกำลังสัมผัสไอน้ำเบาๆ ให้เห็นความรู้สึกผ่อนคลายในภาพ อ้อ! อีกทริคคือ ถ่ายจากมุมต่ำขึ้นมาหน่อย จะช่วยให้ดูสูงเพรียว และเห็นไอน้ำฟุ้งๆ ได้ชัดเจนขึ้นจ้า
สไตล์การแต่งตัว: ชุดที่ใช่สำหรับมุมนี้คือชุดที่ดูสบายๆ แต่ไม่โป๊เกินไป เช่น ชุดเดรสผ้าลินินสีขาว หรือเอิร์ธโทนพลิ้วๆ ที่ใส่ทับชุดว่ายน้ำข้างใน หรือจะเป็นกางเกงขาสั้นผ้าพลิ้วๆ กับเสื้อครอปแขนยาวผ้าซีทรูบางๆ ก็ได้ค่ะ เน้นผ้าเบาๆ ที่พริ้วไหวไปกับลม จะช่วยให้ภาพดูมีชีวิตชีวามากขึ้นค่ะ ส่วนทรงผมก็รวบครึ่งหัว หรือปล่อยผมยาวธรรมชาติแล้วติดกิ๊บเก๋ๆ สักอัน แค่นี้ก็กินขาดแล้ว!

มุมที่ 2: บ่อเท้าปลาบำบัด & ซุ้มไม้ไผ่เก๋ๆ

พิกัด: โซนนี้จะอยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำร้อนหลักค่ะ เป็นบ่อที่เขาปล่อยปลามาตอดเท้าให้เราได้ฟินๆ เลยนะ และข้างๆ กันก็จะมีซุ้มไม้ไผ่เล็กๆ หรือศาลาไม้ที่ดูคลาสสิกมากๆ
เทคนิคโพส & แสง: มุมนี้ถ่ายง่ายมาก และได้ฟีลธรรมชาติแบบไม่ต้องปรุงแต่งเยอะค่ะ เน้นช่วงกลางวันแสงสวยๆ หรือบ่ายๆ ก็ได้ เพราะโซนนี้มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ช่วยกรองแสงอยู่แล้ว แนะนำให้ถ่ายฟีล Candid เช่น นั่งเอาเท้าจุ่มน้ำ ปล่อยให้ปลามาตอด แล้วทำหน้าตลกๆ ขำๆ กับเพื่อน หรือจะแกล้งทำเป็นตกใจตอนปลามาตอดเท้าก็ได้ค่ะ! หรือถ้าอยากได้ภาพเดี่ยว ลองนั่งหันข้างให้กล้อง ก้มหน้ามองเท้าตัวเองที่อยู่ในน้ำ ปล่อยให้แสงสาดลงมาที่หน้าเบาๆ ให้เห็นรอยยิ้มมุมปากนิดๆ รับรองว่าน่ารักน่าเอ็นดูแน่นอน! อีกมุมคือลองไปนั่งที่ซุ้มไม้ไผ่ หรือศาลาไม้เล็กๆ แล้วหันหลังให้กล้อง มองออกไปข้างนอก หรือจะหันหน้ามา แต่ให้แสงเงาจากไม้ไผ่ตกกระทบหน้าเบาๆ ฟีลเหมือนอยู่บ้านสวนนะแก!
สไตล์การแต่งตัว: เน้นความคล่องตัว สบายๆ สไตล์สาวขี้เล่นค่ะ เช่น กางเกงขาสั้นผ้าพลิ้วๆ กับเสื้อยืด Oversize หรือเสื้อครอปสายเดี่ยวชิลล์ๆ เน้นสีสันสดใสหน่อยก็ดีนะ จะได้ตัดกับสีเขียวของธรรมชาติ ผมก็มัดบันครึ่งหัว หรือรวบตึงแบบยุ่งๆ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเป๊ะมากค่ะ

มุมที่ 3: สะพานแขวนข้ามลำธาร & โซนป่าไผ่ลับๆ

พิกัด: เดินถัดจากโซนบ่อน้ำร้อนหลักไปอีกหน่อย จะเจอสะพานแขวนเล็กๆ ข้ามลำธาร และมีโซนป่าไผ่ร่มรื่นมากๆ บรรยากาศเงียบสงบ ฟีลเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกนิทาน
เทคนิคโพส & แสง: มุมนี้ต้องมาช่วงบ่ายๆ เย็นๆ แสงจะส่องลอดผ่านกอไผ่ลงมาเป็นลำๆ สวยมาก! หรือช่วงเช้าก็ได้แสงละมุนไม่แพ้กัน สำหรับท่าโพสบนสะพานแขวน ลองเดินข้ามสะพานแบบช้าๆ หันหน้าไปข้างหน้าเหมือนกำลังเดินทางสำรวจธรรมชาติ หรือจะหันหลังให้กล้อง แล้วเอามือจับราวสะพาน มองลงไปที่ลำธารเบื้องล่างก็ได้ฟีลแบบ Art สุดๆ เลยค่ะ ส่วนในป่าไผ่ ให้ลองยืนพิงกอไผ่ตัวเอียงๆ นิดนึง เอามือเท้าคาง เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง หรือจะนั่งลงบนโขดหินข้างลำธาร หันหน้าเข้าหาป่าไผ่ ปล่อยให้แสงสาดลงมาที่ตัวเบาๆ ให้เห็นเงาของใบไผ่ตกกระทบที่เสื้อผ้านิดๆ ก็จะได้ภาพที่ดูมีสตอรี่มากๆ ค่ะ
สไตล์การแต่งตัว: ชุดที่เหมาะกับมุมนี้คือชุดที่ดูเป็นธรรมชาติหน่อย เช่น เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายพับแขนกับกางเกงยีนส์ขายาว หรือเสื้อแขนกระดิ่งผ้าลูกไม้สีขาวกับกระโปรงยาวพลิ้วๆ ฟีลสาว Boho นิดๆ ผมปล่อยยาวตามธรรมชาติ หรือถักเปียหลวมๆ แล้วติดเครื่องประดับผมจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ดอกไม้เล็กๆ หรือริบบิ้นผ้า ก็จะยิ่งเสริมลุคให้ดูเข้ากับบรรยากาศค่ะ

☕ พิกัดลับ ดับร้อน

โอ๊ยยยยย! แช่น้ำร้อนเสร็จตัวแม่ก็คือรู้สึกตัวเบาหวิว ฮีลใจได้จริงอะไรจริงนะ แต่แดดระนองก็คือไม่ปราณีใครเหมือนเดิมจ้าาา พอขึ้นจากบ่อเท่านั้นแหละ ตัวก็คือเหนียวหนึบไปหมด อยากได้อะไรเย็นๆ มาดับร้อน ดับกระหายให้ชื่นใจ ตัวแม่ก็เลยเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ตามสไตล์คนช่างเสาะหา จนมาเจอเข้ากับร้านกาแฟโบราณร้านเล็กๆ ที่อยู่ตรงข้ามวัดสุวรรณคีรีวิหาร (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหน้าบ่อน้ำร้อน) ชื่อร้านว่า "โกปี้อาม่า" เป็นร้านเล็กๆ แบบสับแบบใหม่ ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางตึกเก่าๆ แถวนั้นเลยค่ะคุณ

แค่เดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นหอมของกาแฟคั่วอ่อนๆ ลอยออกมาเตะจมูกแล้วอะแก! บรรยากาศร้านก็คือดีย์มากกกก! ฟีลแบบคาเฟ่โบราณที่ตกแต่งด้วยของเก่าคลาสสิก โต๊ะเก้าอี้ไม้ดูเก่าแก่ มีพัดลมเพดานหมุนเอื่อยๆ ให้ลมเย็นๆ ชวนให้นั่งเอนหลังยาวๆ หลบแดดแรงๆ ข้างนอกนั่นแหละค่ะ อาม่าเจ้าของร้านก็คือใจดีมาก ยิ้มแย้มต้อนรับขับสู้สุดๆ พอฉันสั่งโอเลี้ยงกับชาเย็นเท่านั้นแหละ อาม่าก็บรรจงชงให้แก้วต่อแก้วเลยนะ ไม่ใช่แบบตักใส่ๆ เหมือนร้านแฟรนไชส์ทั่วไปอะแก! คือเห็นถึงความพิถีพิถันและใส่ใจทุกขั้นตอน

พอแก้วโอเลี้ยงเย็นฉ่ำมาเสิร์ฟ กลิ่นกาแฟหอมเตะจมูกปุ๊บ ฉันก็รีบดูดพรวดดดด! เท่านั้นแหละ! กรี๊ดดดดด! ความขมเข้มของกาแฟโบราณที่หอมกรุ่น มันตัดกับความหวานมันกำลังดี! คือไม่ใช่หวานเจี๊ยบแบบปวดฟันนะ แต่มันเป็นความหวานที่ลงตัว ทำให้ตื่นจากภวังค์ร้อนๆ ได้ทันทีเลยอะ! ส่วนชาเย็นก็คือไม่น้อยหน้า! สีส้มสวยเด่นมาแต่ไกล รสชาติชาเข้มข้น หอมกลิ่นชาไทยแท้ๆ ที่ไม่หวานเลี่ยน แถมมีความละมุนของนมสดที่ใส่มาแบบจัดเต็ม บอกเลยว่ากินเข้าไปแล้วเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ทั้งตัว! คือมันฟินมากกกก! เป็นการดับร้อนหลังแช่น้ำร้อนที่ลงตัวที่สุดในสามโลกอะแก! ใครมาบ่อน้ำร้อนรักษะวารินแล้วไม่แวะร้านโกปี้อาม่านี่ถือว่ามาไม่ถึงนะจ๊ะ ขอบอก! แม่ให้สิบคะแนนเต็มไม่หักเลยค่ะ!!

🚗 ข้อมูลการเดินทางและทริคควรรู้

เอาล่ะ! หลังจากอิ่มอกอิ่มใจ ได้รูปสวยๆ ได้เครื่องดื่มดับร้อนไปแล้ว หลายคนคงอยากจะตามรอยตัวแม่กันแล้วใช่ไหมล่ะคะ มาค่ะ ตัวแม่จะบอกทริคและข้อมูลการเดินทางให้แบบละเอียด ยิบๆ จะได้ไม่พลาดอะไรเด็ดๆ ไปนะ

การเดินทาง:

  • เครื่องบิน: สะดวกที่สุด! บินตรงจากดอนเมือง (DMK) ไปลงสนามบินระนอง (UNN) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที พอถึงสนามบินระนองแล้ว สามารถเรียกแท็กซี่สนามบิน หรือรถสองแถว (ซึ่งมีค่อนข้างน้อย ต้องสอบถามราคาดีๆ) เข้าตัวเมืองระนองได้เลยค่ะ ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร หรือถ้ามากับเพื่อนหลายคน แนะนำให้จองรถเช่าล่วงหน้าจากสนามบินได้เลย จะสะดวกสบายกว่าเยอะค่ะ ค่าแท็กซี่เข้าเมืองประมาณ 250-300 บาท แล้วแต่ตกลง
  • รถทัวร์: สำหรับสายชิลล์ ประหยัดหน่อย แต่ต้องอดทนกับการเดินทางข้ามคืน! มีรถทัวร์ของ บขส. และบริษัทเอกชนจากสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ไปจังหวัดระนอง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9-10 ชั่วโมง แนะนำให้เลือกเที่ยวกลางคืนไปถึงเช้า จะได้ไม่เปลืองค่าที่พัก และได้พักผ่อนบนรถไปเลยค่ะ พอถึงสถานีขนส่งระนอง ก็สามารถต่อรถสองแถว หรือวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปที่บ่อน้ำร้อนได้เลย เพราะบ่อน้ำร้อนอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองระนองมากนัก

การเดินทางภายในระนองไปบ่อน้ำร้อนรักษะวาริน: บ่อน้ำร้อนรักษะวารินตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองระนองเลยค่ะ ประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้นเอง สามารถเรียกวินมอเตอร์ไซค์ (ประมาณ 30-50 บาท) หรือรถสองแถวประจำทาง (ซึ่งมีวิ่งผ่านหน้าบ่อน้ำร้อน) หรือถ้าเช่ารถมาเองก็สะดวกสุดๆ เลยค่ะ มีที่จอดรถกว้างขวาง

ช่วงเวลาที่ควรไป:

จริงๆ บ่อน้ำร้อนนี่ไปได้ตลอดทั้งปีนะ แต่ถ้าอยากฟินสุดๆ ไม่ร้อนอบอ้าวเกินไป แนะนำช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ค่ะ อากาศจะเย็นสบาย ไม่ร้อนเท่าช่วงอื่น ทำให้การแช่น้ำร้อนรู้สึกผ่อนคลายได้เต็มที่ สำหรับช่วงเวลาในแต่ละวัน แนะนำให้ไปช่วงเช้าตรู่ประมาณ 6-8 โมงเช้า (แสงสวย ถ่ายรูปปัง) หรือ ช่วงบ่ายแก่ๆ หลังบ่ายสามโมงเป็นต้นไป แดดจะเริ่มอ่อนลง บรรยากาศจะร่มรื่น สบายตัวมากกว่าช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ ที่แดดเปรี้ยงๆ ค่ะ

ข้อควรระวังสำหรับวัยรุ่นสายลุย:

  1. อย่าประมาทแดดระนอง: ถึงจะไปแช่น้ำร้อน แต่ก็อย่าลืมทากันแดดทั้งหน้าและตัวนะจ๊ะสาวๆ SPF 50 PA+++ จัดไปเลยค่ะ เพราะแดดที่นี่คือแรงจริงจังมาก ไม่ใช่เล่นๆ ไม่ต้องรอให้ดำแล้วมาเสียใจทีหลัง! หมวก แว่นกันแดด พร็อพกันแดดต่างๆ พกไปให้พร้อมค่ะ
  2. เตรียมชุดให้พร้อม: สำหรับการแช่น้ำร้อน ควรเตรียมชุดว่ายน้ำ หรือชุดที่สามารถลงน้ำได้ไปเปลี่ยนค่ะ เพราะที่นั่นมีห้องน้ำและห้องเปลี่ยนชุดให้ แต่บางทีก็อาจจะไม่ได้ใหม่เอี่ยมเหมือนรีสอร์ตหรูๆ นะคะ เตรียมผ้าเช็ดตัวไปเองด้วยก็ดีค่ะ
  3. ดื่มน้ำเยอะๆ: การแช่น้ำร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย เพราะฉะนั้นพกน้ำดื่มขวดใหญ่ๆ ติดตัวไว้ตลอดเวลา ดื่มเยอะๆ จะช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ และทำให้รู้สึกสดชื่นตลอดทริปค่ะ
  4. ดูแลของมีค่า: แม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ปลอดภัย แต่ก็ควรดูแลกระเป๋าและของมีค่าของตัวเองให้ดีตลอดเวลาค่ะ
  5. พกยาหอม/ยาดม: สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นชินกับการแช่น้ำร้อน หรือเป็นคนขี้ร้อน อาจจะมีอาการเวียนหัวได้ง่าย พกยาดม ยาหอมติดตัวไว้ก็จะช่วยได้เยอะค่ะ แช่เสร็จแล้วอย่าเพิ่งรีบลุกนะคะ ค่อยๆ ปรับอุณหภูมิร่างกายก่อน
  6. เคารพสถานที่: บ่อน้ำร้อนเป็นของสาธารณะ ควรใช้สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างระมัดระวัง และไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นนะคะ ช่วยกันรักษาความสะอาดด้วยจ้า

สรุปเลยนะทุกคน! บ่อน้ำร้อนรักษะวารินนี่แหละคือ Hidden Gem ที่แท้ทรูของระนอง! ใครจะคิดว่าท่ามกลางแดดที่แรงระยับแบบนี้ จะมีโอเอซิสให้เราได้มาฮีลใจแช่น้ำร้อนผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แถมยังได้รูปปังๆ กลับไปลงโซเชียลอีกเป็นสิบๆ รูป! ไม่ต้องง้อทะเล ไม่ต้องกลัวว่าผิวจะดำ (ถ้าทากันแดดนะ!) เพราะที่นี่มีครบทั้งความผ่อนคลาย ความสงบ และความฟินแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหนเลยจริงๆ ค่ะ ตัวแม่คอนเฟิร์ม! รอบหน้าใครอยากหนีความวุ่นวาย หนีแดด หนีงาน หรือหนีผู้ ลองมาเช็กอินที่นี่ดูนะ รับรองว่าติดใจจนอยากกลับมาอีกแน่นอน! 

#บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน #เที่ยวระนอง #เที่ยวภาคใต้ #stylestravels #travelthailand



admin

-พนักงานประจำ

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า

Ads